joho's profileJoho era.PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 28 หลักเกณฑ์การเลือกที่ทำงานแบบมืออาชีพหลักเกณฑ์การเลือกที่ทำงานแบบมืออาชีพ
ในการเลือกที่ทำงานแบบมืออาชีพ เป็นความรู้สำหรับคนที่กำลังคิดจะเปลี่ยนงาน และเพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่เพิ่งจะก้าวออกจากรั้วสถาบันการศึกษา เพราะในปัจจุบันนี้ทางเลือกของคนหางานมีมากพอๆ กับบริษัทที่ต้องการจ้างเหมือนกัน ดังนั้นถ้าคิดจะไปสมัครงานที่ไหนสักแห่ง ก็ต้องพิจารณาเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับ บริษัทหรือแหล่งงานนั้นให้มากยิ่งขึ้น (เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดี ต่อการทำงานในอนาคตของคุณ) โดยอาจจะแบ่งออกเป็นประเด็นย่อยๆ ดังต่อไปนี้
1. ชื่อเสียงและความมั่นคงของบริษัท
ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่ผู้สมัครต้องคำนึงถึงให้มาก ความมั่นคงอาจจะดูได้ จากปัจจัยหลายประการ เช่น ผลกำไรของบริษัท เงินลงทุนหรือเงินหมุนเวียน ซึ่งผู้สมัครอาจตรวจดูได้ จากรายงานประจำปีของบริษัท แต่ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ ผู้สมัครอาจต้องดูสิ่งอื่นประกอบ แต่มีข้อควรระวังคือ อย่าให้ความสำคัญ กับวัตถุหรืออาคารสถานที่มากนัก เพราะบริษัทใหญ่ๆ ก็อาจล้มได้ (มีตัวอย่างให้เห็นมามากแล้วถ้าคุณไม่ตกข่าว) 2. สวัสดิการและรายได้
บางบริษัทมีแต่เงินเดือน บางแห่งก็มีเบี้ยเลี้ยงเงินพิเศษ ชนิดต่างๆ ให้ และบางแห่งก็มี สวัสดิการดีแต่เงินเดือนน้อย ผู้สมัครต้องเปรียบเทียบดูว่า สิ่งไหนที่ผู้สมัครต้องการในแต่ละบริษัท และตัดสินใจว่า ผู้สมัครควรสมัครงานในบริษัทไหนดี 3. สิ่งแวดล้อมในการทำงาน
สิ่งแวดล้อมในการทำงานนั้น มีผลต่อสภาพจิตของผู้ปฏิบัติงานมาก ที่ทำงานบางแห่งมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้(อย่างเสียไม่ได้) ให้ ในขณะที่บางแห่งมีเครื่องไม้เครื่องมือ ความสะดวกมีครบครัน ทั้งน้ำร้อน น้ำชา กาแฟ เครื่องปรับอากาศ ผู้สมัครต้องพิจารณาดูว่า สิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของผู้สมัครเพียงใด 4. บรรยากาศของการทำงาน
ถ้าผู้สมัครกำลังอยู่ในภาวะอยากเปลี่ยนงาน เพราะไม่พอใจกับบรรยากาศการทำงาน ของที่ทำงานเดิม ผู้สมัครคงจะไม่ต้องการ ที่จะพบสภาพเดิมในที่ทำงานใหม่ที่หมายตาไว้ เพราะฉะนั้น ก่อนไปสมัครต้องสืบให้รู้ว่า บรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร ก่อนเข้าไปทำงานในบริษัทนั้น ที่สำคัญอย่าให้เกิดเหตุการณ์ แบบหนีเสือปะจระเข้ก็แล้วกัน 5. ค่านิยมและเป้าหมายในการทำงาน
ผู้สมัครควรดูว่า ค่านิยมของบริษัทที่เขายึดถือนั้น ตรงกับค่านิยมและสิ่งที่ผู้สมัครยึดถือหรือไม่ เพราะในการทำงานถ้าความคิด และทัศนคติไม่ตรงกัน หรือไม่ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว บรรยากาศในการทำงานคงจะไม่ดีแน่ จริงมั้ย! 6. ความก้าวหน้า
ทุกคนที่ทำงานต้องหวังความก้าวหน้ากันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากย่ำเท้าอยู่กับที่ และผู้สมัครอย่าคิดเพียงว่า ให้เขารับไว้ก่อนส่วนเรื่องความก้าวหน้าจะมีหรือไม่นั้นยังไม่ต้องคิด โปรดอย่าคิดเช่นนั้นเชียวนะคะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่คุณอยากจะโตขึ้นมาแล้ว บริษัทนั้นไม่สนับสนุน คุณจะโทษใครได้นอกจากตัวคุณเอง 7. ระยะทางในการเดินทาง
หากไกลหรือลำบากจนเกินไป ก็จะทำให้มีปัญหาต่อการปฏิบัติงานได้ เช่น ไปทำงานสายบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เหน็ดเหนื่อยก่อนที่จะถึงที่ทำงาน ไม่สามารถจะไปทำงานได้เต็มที่ เป็นต้น ทั้งเจ็ดข้อที่กล่าวมานี้ อยากให้ผู้สมัครงานทุกคนพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เดินเข้าไปสมัครงาน เพราะคุณเลือกอะไรไปคุณก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา
February 21 จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ 4 รุ่น ที่มา: http://www.thaitopic.com/mag/soc/dome03.htm จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ 4 รุ่น เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน : 22 ธค 44 -------------------------------------------------------------------------------- เทอมที่แล้ว ผมตั้งโจทย์ข้อสอบไล่ข้อหนึ่งแบบบอกล่วงหน้าให้นักศึกษาวิชา ร.321 การเมืองการปกครองของไทย ราว 100 คน ไปค้นคว้าเรียบเรียงมาเขียนตอบในห้องสอบว่า- จงเขียนบทสนทนาสมมุติขึ้นระหว่างบุคคล 4 คน ผู้เกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในประเด็น จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ และ อนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน 15-20 ปีข้างหน้า.....บุคคลทั้ง 4 ได้แก่- ก) ผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ข) ศิษย์เก่า ม.ธ.ก. กุหลาบ สายประดิษฐ์ ค) อธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ง) ให้นักศึกษาเลือกสมมุติเองว่าบุคคลที่ 4 จะเป็นใคร?..... ในบรรดาคำตอบทั้งหลาย มีฉบับหนึ่งของนักศึกษาปีสี่เลขทะเบียน 4104612959 เขียนได้คมคายน่าคิด ช่วยสะท้อนสภาพและชีวทัศน์ของนักศึกษายุคปัจจุบัน จึงขออนุญาตคัดตัดต่อบางตอนมาเป็นกำนัลท่านผู้อ่านโดยเฉพาะชาวธรรมศาสตร์ทั้งอดีตและปัจจุบันดังนี้ : - "วันนี้ผมก็เข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์เหมือนอย่างเคยทุกวัน ... ผ่านมาจะครบ 4 ปี ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังไม่ได้เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์จริงๆ สักที ผมไม่เคยรู้จัก ม.ธ.ก. และความเป็นมา ผมไม่ซาบซึ้งกับคำที่พวกเขาพร่ำกล่าวว่า 'จิตวิญญาณธรรมศาสตร์' นั้นมันเป็นอย่างไร จนกระทั่ง...คืนนั้นผมเก็บเอาบทเรียนในชั้นไปฝันต่อ... ณ คอมมอนรูมคณะเศรษฐศาสตร์ที่โต๊ะริมน้ำที่ผมชอบนั่งดูท้องฟ้า สายน้ำ แต่วันนี้ที่โต๊ะตัวนั้นมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ นักศึกษา : สวัสดีครับ... รอใครอยู่หรือเปล่าครับ? ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ : ฉันกำลังรอเธออยู่ มาสิ มาคุยกัน นักศึกษา : ท่านเป็นใครหรือครับ ผมไม่เห็นรู้จัก? ปรีดี : ฉันเติบโตในระหว่างสงครามโลกสองครั้ง ในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันมาก ระบบทุนนิยมแพร่หลายและก็พังทลายพร้อมๆ กัน ฉันไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและได้รับเอาแนวคิดประชาธิปไตยมาทำการอภิวัฒน์เมื่อปี 2475 นักศึกษา : งั้นท่านก็คือปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองสิครับ แต่เอ! ช่วงนั้นที่ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศ ทำไมไม่พัฒนาแต่เศรษฐกิจ แต่มาตั้ง ม.ธ.ก. ล่ะครับ? ปรีดี : ก็ฉันรู้น่ะสิว่าถ้าปล่อยให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยทั้งๆ ที่คนของเรายังไม่รู้ประสีประสาวิชาการเมือง คนที่รู้เรื่องมีแต่คนชั้นสูงแล้ว ประชาธิปไตยของเราจะอยู่ไปได้อย่างไร ฉันก็เลยตั้ง ม.ธ.ก. ขึ้นเพื่อให้เป็นตลาดวิชาแก่คนที่ใคร่กระหายอยากเรียน ม.ธ.ก. สมัยนั้นน่ะใครอยากเรียนก็ได้เรียน ไม่จำกัดอายุ เพศ ถิ่นที่อยู่ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะไม่ว่าเป็นใครก็มาตักน้ำในบ่อแห่งความรู้ที่ ม.ธ.ก. นี้กันได้ทุกคน นักศึกษา : อย่างนี้คนก็เข้ามาสมัครเยอะแยะ แล้วมีคนจบมากไหมครับ? ปรีดี : ในช่วงแรกมีคนสมัครเป็นหมื่น แต่จบกันปีละไม่กี่ร้อยคนเอง แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าสิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่นักวิชาการดีเด่นอะไร เพียงแค่ให้ประชาชนมีสิทธิมีโอกาสเท่าเทียมกันก็พอแล้ว เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในสมัยนั้นน่ะเป็นเหมือนบ่อน้ำแก้กระหายให้กับทุกคน ใครอยากจะมาดื่มมาอาบก็ได้ อ้าว คุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มานั่งคุยกันก่อนสิ นี่น่ะพ่อหนุ่มคนนี้ช่างซักซะจริง เขาอยากรู้ว่า ม.ธ.ก. ในสมัยของพวกเราน่ะเป็นอย่างไร นักศึกษา : ครับ คุณตากุหลาบ ผมเคยอ่านงานของคุณตาเรื่อง 'ดูนักศึกษา ม.ธ.ก. ด้วยแว่นขาว' เจอประโยคที่ว่า 'ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย' มันหมายถึงอะไรหรือครับ? ศิษย์เก่า ม.ธ.ก. กุหลาบ สายประดิษฐ์ : อ้อ ก็ตอนนั้นนะธรรมศาสตร์ของเธอน่ะกำลังมีไฟ ชอบทำกิจกรรมโน่นนี่อยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ไปประท้วงสงครามเกาหลี ไปคัดค้านรัฐบาล เดี๋ยวก็ร่วมกับชาวนา กรรมกรมาเรียกร้องไงล่ะ ก็เพราะธรรมศาสตร์นี่แหละที่สอนให้พวกนักศึกษาที่เข้ามาหัดรู้จักสำนึกถึงผู้อื่น ถึงคนด้อยโอกาส สอนให้เขารู้ว่าเมื่อมีความรู้แล้ว ก็อย่าได้กักตัวไว้แต่ในอุปาทานเพื่อตนเอง แต่ใช้ความรู้ของตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในตอนนั้นเปรียบเหมือนน้ำในกระบวยให้นักศึกษาที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่นในสังคมตักเอาวิชาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ หรือก็คือตักน้ำไปให้คนอื่นเขาได้ดื่มกิน ได้ลดความกระหายลงไปบ้างไงล่ะ นักศึกษา : แหม คุณตาเกิดความรักประชาชนและชาวนาคนยากจนขึ้นมาได้ยังไงครับ? กุหลาบ : ก็ตอนเด็กๆ ฉันเคยลำบากมาก่อน กว่าจะโตมาได้แทบแย่ พอจบมัธยมฯ ก็ต้องออกมาเขียนหนังสือหากิน ชีวิตมันลำบากมาก เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงได้ดีใจที่มีมหาวิทยาลัยที่คิดจะทำเพื่อสังคมบ้าง สังคมเราจะได้ดีขึ้น อธิการบดี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : อ้าว ท่านปรีดี คุณกุหลาบ คุยอะไรกัน? ขอผมนั่งสนทนาด้วยสิ กุหลาบ : เรากำลังถกกันเรื่อง 'จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์' น่ะคุณป๋วย แล้วคุณล่ะเห็นเป็นยังไง? ป๋วย : สำหรับผมน่ะหรือ ถ้าจะให้ดีขอผมแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ผมเป็นลูกจีนที่มาเกิดในไทย ได้ดีก็เพราะว่าเป็นเด็กเรียนดี พอผมจบจากธรรมศาสตร์ก็เลยได้ไปเรียนต่อที่ LSE (London School of Economics and Political Science) จบมาจึงได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถที่ได้ไปศึกษามาใช้พัฒนาประเทศและสังคมของเรา ผมเห็นความสำคัญของการศึกษามาก ดังนั้น ตอนที่ผมเป็นคณบดีอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ผมจึงได้ส่งเสริมให้นักศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศให้จบกลับมา ส่งเสริมให้มีการวิจัยมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในสังคม เน้นความเป็นวิชาการของมหาวิทยาลัย รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีสำนึกต่อสังคมด้วยเพื่อที่จะได้เอาความรู้ที่ได้มาช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัยและบ้านเมืองของเรา จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในสมัยผมจึงเป็นเหมือนเขื่อนกั้นน้ำที่ต้องใช้ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้าง แต่ว่ามันจะส่งผลประโยชน์ให้แก่คนหมู่มากถ้าเรามีคลองชลประทานที่ดี ก็เหมือนที่ผมสร้างนักศึกษาขึ้นมาให้มีความรู้ความสามารถ ให้ไปช่วยบริหารพัฒนาประเทศ โดยที่เขาจะต้องรู้จักขุดคลองให้น้ำไหลไปถึงคนยากจนด้วย นโยบายหรือการกระทำของเขาจะได้เกิดประโยชน์ตกถึงชาวนา กรรมกร กุหลาบ : แล้วพ่อหนุ่มล่ะ มองมหาวิทยาลัยของเธออย่างไรบ้าง? นักศึกษา : ผม... ผม...ไม่อยากจะบอกว่า...ผมต้องขอโทษทุกท่านด้วยที่ธรรมศาสตร์ที่ทุกท่านสร้างเอาไว้ตอนนี้ สำหรับผมมันเป็นเครื่องชุบตัว การที่คนชั้นกลางอย่างผมเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ก็เพียงเพื่อต้องการจะยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเอง ผมหวังจะได้เกียรตินิยมเพื่อที่จะได้มีโอกาสดีกว่าเวลาไปสมัครงาน ใช่ ถึงแม้ผมจะเคยทำกิจกรรมที่คณะมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรักประชาชนขึ้นมาเท่าไรนัก หรือจะมีก็เพียงชั่วคราว ผมมองธรรมศาสตร์ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่เห็นมันเป็นบันไดไปสู่เกียรติยศชื่อเสียง ใช่...พ่อแม่ ครอบครัวของผมก็คิดเช่นนี้ เขาอยากให้ผมได้เกียรตินิยม ไปเรียนต่อ พวกเขาพูดเสมอว่าอย่าได้ไปประท้วงกับคนอื่นนะเดี๋ยวโดนจับ เปล่าเลย ผมไม่ได้โทษพวกท่าน เพียงแต่จะให้ผมกลายเป็นคนอย่างที่คุณตาบอก อย่างที่อาจารย์พูดได้อย่างไรในเมื่อผมขับรถมาเรียน ผมฟังเพลงฝรั่ง เพื่อนๆ ผมทุกคนต่างก็มีแนวความคิดไม่ต่างกัน คนอย่างที่คุณตาบอก ผมไม่ยักเจอ หรือถึงเจอผมก็คงไม่รู้จักเขา เพราะจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในสายตาของผมเป็นเหมือนน้ำบรรจุขวดที่มีใบรับประกันคุณภาพยี่ห้อธรรมศาสตร์ เป็นขวดน้ำที่ผมจะสามารถเอามันไปโชว์คนอื่นว่าผมมีน้ำนะ แต่คุณไม่ได้กินมันหรอก เพราะผมต้องใช้มันเพื่อยกฐานะของผม ของครอบครัวผม และญาติมิตรสนิททั้งหลาย รอให้ผมใช้เหลือก่อนก็แล้วกัน คุณอาจจะได้รับบริจาคบ้างก็ได้ ปรีดี : ฉันก็เห็นมานานแล้วล่ะความเป็นไปของที่นี่ ฉันเฝ้ามองผู้คนผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ความคิดของแต่ละคนแต่ละยุคก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์อะไร ฉันไม่โทษเธอหรอกที่เธอเป็นและคิดแบบนี้ เพราะฉันเชื่อว่าคนอย่างเธอถ้าเกิดในตอน 14 ตุลาคม เธอก็คงเป็นคนหนึ่งที่ไปเดินประท้วงร่วมกับนักศึกษาสมัยนั้นแน่ๆ นักศึกษา : แต่บางทีผมก็เป็นห่วงมหาวิทยาลัยของเราเหมือนกันนะครับ เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งจะเข้าห้องสมุด คนที่ไม่ใช่นักศึกษายังเข้าไม่ได้เลย หรือเข้าได้ก็ต้องเสียสตางค์ แล้วอย่างนี้จะหวังให้เปิดโอกาสแก่คนชั้นล่างเข้ามาเรียนเหรอ อย่าฝันเลยดีกว่า .... แม่ค้าก็เป็นแม่ค้าเงินล้าน ต้องมีเงินทุนเป็นกระตั้ก อีกหน่อยสงสัยจะมี Pizza Hut เข้ามาขายในมหาวิทยาลัยด้วย ต่อไปใครจะเข้าหรือเดินผ่านมหาวิทยาลัยคงต้องตรวจบัตร เป็นมหาวิทยาลัยล้อมรั้ว ปิดกั้นจากสังคม นับวันเพื่อนๆ ของผมก็มักจะไม่ค่อยสนใจเรียน พวกเขาเอาแต่จะคอยอ่านสรุปเล็กเชอร์เพื่อน ไม่ได้สนใจความรู้อะไรอย่างที่อาจารย์ป๋วยกล่าวหรอกครับ เขาต้องการแต่วุฒิ เวลาผมชวนเรียนวิชาอะไรยากๆ แต่น่าสนใจ พวกเขาก็ไม่เอา เพราะกลัวได้เกรดไม่ดี ผมเห็นแล้วก็ยังเศร้าใจ หรือจะพูดถึงงานเพื่อสังคมซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าใดนัก ผมว่ามันก็ยังพอมีอยู่บ้างนะครับ พวกค่ายพัฒนาชนบท ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติพวกนี้ แต่ผมว่ามันกลายเป็นค่ายประเพณีมากกว่า คือคนจัดจัดค่ายโดยมีสำนึกว่าต้องจัดให้ได้เพื่อที่จะสานงานค่ายของคณะต่อ สรุปแล้วผมว่าไม่ว่าจะมองด้านไหน จิตวิญญาณแบบของพวกท่านทุกคนได้เสื่อมไปหมดแล้ว มีแต่แบบของผมนี่ล่ะครับที่จะเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนต่างต้องการจะได้วุฒิ มหาวิทยาลัยเปิดภาคปริญญาโทมากขึ้น ภาคภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น....." February 20 10 กลยุทธ์เลือกซื้อ "พรินเตอร์"คุณภาพ10 กลยุทธ์เลือกซื้อ "พรินเตอร์"คุณภาพ
ปัจจุบันตลาด "เครื่องพิมพ์" หรือ "พรินเตอร์" สำหรับคอมพิวเตอร์ มีการแข่งขันและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก เนื่องจากมีเครื่องพิมพ์รุ่นต่างๆ เข้ามาในตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อจนปวดหัวกันทุกวัน
ปัญหาใหญ่จึงตกอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเลือกซื้อเครื่องพิมพ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานได้มากที่สุดอย่างไร
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องพิมพ์มาใช้สักเครื่องเพื่อให้ได้งานพิมพ์ที่ตรงใจที่สุด จึงต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน
ซึ่งวันนี้มีข้อมูลดีๆ "10 เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องพิมพ์" มาแนะนำเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจเลือกซื้อ
1. เปรียบเทียบเครื่องพิมพ์แต่ละรุ่นด้วยผลงานแบบที่เราต้องการ เพราะงานพิมพ์เอกสาร กราฟิก รูปถ่ายนั้นต้องการเครื่องพิมพ์ที่แตกต่าง ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะพิมพ์เอกสารได้ดีกว่า ส่วนเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตจะสามารถพิมพ์รูปภาพและกราฟิกได้ดีกว่า
2. ถ้าหากไม่ต้องการพิมพ์งานสี เครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะนอกจากให้ความเร็วที่เหนือกว่า แล้วยังให้คุณภาพงานพิมพ์เอกสารและกราฟิกดีกว่าด้วย
3. อย่าเปรียบเทียบความเร็วในการพิมพ์จากค่าที่บริษัทใช้โฆษณา แต่ให้เทียบความเร็วในการพิมพ์ที่ความละเอียดที่เราต้องการใช้งาน เพราะเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตจะใช้ความเร็วสูงสุดเป็นจุดขาย ถ้าเราจะใช้งานที่ความละเอียดสูงบ่อยกว่ามาก
4. ตรวจสอบการเชื่อมต่อ ถ้าหากเรายังใช้เครื่องรุ่นเก่าหรือระบบปฏิบัติการตัวเก่าที่ไม่สนับสนุน USB ต้องแน่ใจว่า เครื่องพิมพ์ที่ซื้อนั้นต้องพ่วงกับพอร์ตขนาน
5. ทางเลือกที่ควรจะเลือกสำหรับเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานร่วมกันคือต่อตรงเข้าเน็ตเวิร์กได้ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบวิธีการเชื่อมต่อ และซอฟต์แวร์ในการควบคุมตรวจสอบเครื่องพิมพ์ที่ให้มาด้วยว่าสามารถใช้งานร่วมกับเน็ตเวิร์กที่ใช้งานอยู่ได้หรือไม่
6. เครื่องพิมพ์บางรุ่นสามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ บางรุ่นภายในเครื่องอาจจะไม่มีหน่วยความจำมาให้หรือมีเพียงเล็กน้อย เพราะว่าจะทำงานทั้งหมดจากคอมพิวเตอร์ก่อน ในกรณีที่สามารถอัพเกรดหน่วยความจำได้ ตรวจสอบก่อนว่าเครื่องพิมพ์มีหน่วยความจำมาให้เพียงพอกับที่เราต้องการหรือไม่ เช่น เราอาจจะต้องอัพเกรดหน่วยความจำให้สูงขึ้นเพื่อจะสามารถพิมพ์งานที่ความละเอียดสูงสุด
7. ยิ่งถ้าเราเปลี่ยนอุปกรณ์สิ้นเปลืองน้อยครั้งเท่าใดยิ่งดี ถ้าเราพิมพ์เอกสารวันละ 25 แผ่น แต่เครื่องพิมพ์รองรับกระดาษได้ 25 แผ่นเช่นกัน เราจำเป็นต้องใส่กระดาษทุกๆ วัน ในขณะที่เครื่องพิมพ์ที่รองรับกระดาษได้ถึง 250 แผ่นนั้น เราเพียงแค่ใส่กระดาษเพิ่มอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกเครื่องที่จุกระดาษและหมึกได้มากพอกับความต้องการใช้งาน โดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยเกินไป
8. ถ้าหากจำเป็นต้องพิมพ์งานปริมาณมากจริงๆ วิธีที่ดีที่สุด จะต้องตรวจสอบปริมาณงานพิมพ์ที่เครื่องนั้นรองรับต่อเดือน โดยปกติเครื่องที่เลือกใช้นั้นควรจะรองรับงานพิมพ์ได้ประมาณ 4 เท่าของงานพิมพ์จริงที่เราต้องการ
9. ก่อนจะซื้อเครื่องพิมพ์ ควรตรวจสอบเว็บไซต์ของผู้ผลิตเสียก่อน เพื่อดูว่าบริษัทมีการอัพเดตไดรเวอร์และมีข้อมูลทางเทคนิคบริการเอาไว้ให้หรือไม่
10. เมื่อต้องการเปรียบเทียบเครื่องพิมพ์ให้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้น อุปกรณ์มาตรฐานของเครื่อง เช่น สายไฟ สายสัญญาณ ความจุของวัสดุสิ้นเปลือง ตลับหมึก ไม่ใช่เพียงแค่ดูจากราคาเครื่องที่แตกต่างกันเท่านั้น เพราะยิ่งถ้าหากพิมพ์งานมาก ค่าใช้จ่ายต่อแผ่นที่แม้จะต่างกันเพียงเล็กน้อยย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งหมดได้เช่นกัน
กลยุทธ์เลือกซื้อเครื่องพิมพ์ง่ายๆ เพียง 10 ข้อเท่านี้จะช่วยทำให้ผู้ใช้พิจารณาเครื่องพิมพ์ได้ตรงตามความต้องการ
February 19 แนวคิดที่น่าคิดแนวคิดที่น่าคิด
1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
2. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
3. นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
4. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
5. ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
6. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น
7. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
8. ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
9. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิดเดินหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไร
10. เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด
ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขาเพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้ 11. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
12. ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่
13. ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
14. ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
15. อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น
16. เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
17. เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
18. เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูตเพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร
19. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ"
20. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้"
21. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี.
22. สุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่าย ๆ
23. คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
24. ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน
25. คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต
February 11 70 สิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน70 สิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน
1.ยุงบินด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง...
2.ผีเสื้อบินด้วยความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมง...
3.เส้นผมคน รับน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัม...
4.เสียงกรนที่ดังที่สุดดังถึง 87.5 เดซิเบลล์
5.พอล แมคคาร์ที เป็นเจ้าของลิขสิทธิเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ถ้าจะนำมาออกรายการ ต้องซื้อลิขสิทธิก่อน...
6.เหรียญทองโอลิมปิกต้องมีแร่เงินผสมอยู่ 92.5 เปอร์เซนต์...
7.หอเอนเมืองปิซาเอนไปทางใต้...
8.กษัตริย์หลุยส์ที่ 14 อาบน้ำทั้งหมด 3 ครั้งในชีวิต...
9.ฮิตเลอร์แสกผมข้างซ้าย...
10.ผู้หญิงที่เกาะฮาวายที่ทัดดอกไม้ที่หูข้างซ้าย แสดงว่ามีเจ้าของ แล้ว...
11.เราไม่สามารถฆ่าตัวตายด้วยการกลั้นหายใจได้...
12.ผู้หญิง 3.9 เปอร์เซนต์ไม่ชอบใส่กางเกงใน...
13.ฮิปโปผายลมทางปาก...
14.ประเทศซาอุดิอราเบียไม่มีแม่น้ำ...
15.กังหันทั้งโลกหมุนทวนเข็มนาฬิกา ยกเว้นที่ไอร์แลนด์...
16.เด็กนักเรียนอายุ15 ปีขึ้นไปในบังคลาเทศจะถูกจับเข้าคุกถ้า"โกง ข้อสอบ"...
17.ปลาที่อาศัยในน้ำลึกเกิน 800 เมตร จะไม่มีตา...
18.ผมคนเราจะร่วงประมาณ 200 เส้นต่อวัน...
19.ตัว"โอ"เป็นสระที่เก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ...
20.คนพูดประมาณ 120 คำต่อนาที
21.ฝ่ามือและฝ่าเท้าของคนเราไม่สามารถไหม้ได้...
22.เม่นชอบช่วยตัวเอง...
23.ถ้าปลาไหลไฟฟ้าอยู่ในน้ำเค็ม จะถูกช็อตตาย...
24.ขั้นบันไดในไทยจะเป็นเลขคี่...
25.เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ชอบสะสมฝาโถส้วม...
26.คนมีโอกาสตายจากผึ้งต่อยมากกว่างูกัด...
27.ประเทศวาติกันมีประชากรประมาณ 1000 คน
28.เมื่อคุณจาม หัวใจคุณจะหยุดเต้นเสี้ยววินาที
29.มันเป็นไปมะได้อ่ะคับ ถ้าคุณจะจามโดยไม่หลับตา
30.เดิมโคคาโคล่าเป็นสีเขียว
31.ชื่อที่โหลที่สุดในโลกคือ Mohammed
32.กล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายคือลิ้น
33.แต่ละโพหลังไพ่ แสดงถึงกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่จากประวัติศาสตร์
โพดำ กษัตริย์เดวิด
ดอกจิก อเล็กซานเดอร์มหาราช
โพหัวใจ ชาร์ล เลอ มาญ
ข้าวหลามตัด จูเลียส ซีซาร์
34. อนุสาวรีย์ของใครสักคนที่อยู่บนหลังม้า และม้ายกสองขาขึ้นบน อากาศแปลว่าคนนั้นตายในสงคราม
35.ถ้าม้ายกขาข้าเดียวแปลว่า เขาบาดเจ็บในสงคราม และตายจากการบาด เจ็บนั้น
36.ถ้าทั้งสี่ขาของม้าอยู่บนพื้น แสดงว่าตายโดยธรรมชาติ
37.ใน 4000 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสัตว์ชนิดใหม่ๆ ที่ถูกทำให้เชื่อง
38.เชคสเปียร์ เป็นคนคิดค้นคำว่า assassination (การลอบฆ่า) และ bump (ชนกระทบ)
39.หัวใจมนุษย์สร้างความดันเพียงพอที่จะปั๊มเลือดออกจากร่างกาย ไป 30 ฟุต
40. หนูสามารถสืบพันธุ์ได้เร็วมาก ใน 18 เดือนหนูสองตัวจะสามารถมีทายาทมากกว่าล้านตัว
41.การใส่หูฟังแค่ชั่วโมงเดียว ทำให้แบคทีเรียในหูเพิ่มขึ้น 700 เท่าตัว
42.ลิปสติกส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของเกล็ดปลา
43.เหมือนกับลายนิ้วมือ....ลายลิ้นทุกคนต่างกัน
44.นิตยสาร timeได้ยกย่องให้คอมพิวเตอร์เป็นบุคคลแห่งปีในปีค.ศ.1982
45.สถิติจูบนานที่สุดในโลกเป็นของหลุยซา แอลเมโดวาร์ วัย 19 ปีกับ แฟนหนุ่มริช แลงเลย์ วัย 22 ปีพวกเขาทำสถิติไว้ที่ 30.59.27 ชม.
46.ตอนที่ f4 ไปเปิดคอนเสิร์ตที่อินโดนีเซียทำให้เด็กนักเรียน เกือบ100 คนต้องเรียนซ้ำชั้น เพราะไม่ได้ไปลงทะเบียนเรียนเทอม 2
47.บริษัทผู้ผลิตยาสีฟันดาร์ลี่เป็นเจ้าของเดียวกันกับที่ผลิตยาสี ฟันคอลเกต
48.โดนัลด์ ดักส์ ถูกแบนในประเทศฟินแลนด์ เพราะมันไม่ได้สวมกางเกง ใน
49.ภาพยนต์เรื่อง nothing hill จ่ายค่าตัวจูเลีย โรเบิร์ต 15 ล้าน เหรียญ ( 660 ล้านบาท )ในขณะที่พระเอกอย่างฮิว แกรนจ์รับค่าตัวเพียง 1 ล้านเหรียญ ( 45 ล้าน บาท)
50.หนังอนิเมชันเรื่อง SouthPark ได้รับการบันทึกลงในหนังสือกิน เนสส์บุ๊คว่าเป็นหนังอนิเมชั่น เรื่องยาวที่หยาบคายที่สุดในโลก สถิติบันทึกไว้ว่า มีการใช้คำหยาบ 399 คำ พฤติกรรมรุนแรง 221 ครั้ง และแสดงท่าทางหยาบคาย 128 ครั้ง
51.ขนมทอดกรอบตรา ปูไทย ระบุว่าไม่มีส่วนผสมของเนื้อปู
52.ในน้ำทะเล 100 ตัน จะมีทองคำอยู่ประมาณ 4 กรัม
53.จำนวนแถวของข้าวโพดในแต่ละฝักจะเป็นเลขคู่
54.จิงโจ้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่เดินถอยหลังไม่ได้
57.ยุงชอบเลือดเด็กมากกว่าเลือดผู้ใหญ่
58.แมงมุมทอดรสชาติเหมือนถั่ว
59.ฟันของแมลงสาบอยู่ในท้อง
60.เม่นทุกตัวลอยน้ำได้
61.หมู มีโอกาสเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
62.นอกจากมนุษย์แล้ว หมีขั้วโลกและจิงโจ้ต่างก็จูบเป็นส่วนลิงชิมแปนซีนั้นจูบแบบ "เฟรนช์คิส" ได้ด้วย
63.คนถนัดขวามีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าคนถนัดซ้ายถึง 9 ปี
64.Hippopotomonstrsesquippedaliophobia คือ ชื่ออาการของคนที่หวาดกลัวคำอ่านยาวๆ
65.ผู้ที่เกิดเดือนมกราคม - มีนาคม มีแนวโน้มเป็นโรคจิตและโรคคลั่งมากกว่าเดือนอื่นๆ
66.แก้วไม่ได้เป็นของเเข็ง เเต่เป็นของเหลว
67.สมองคนเราหนักประมาณ 3% ของน้ำหนักของร่างกาย แต่ใช้เลือดไปเลี้ยงถึง 15% ของเลือดทั้งหมด
68.เลือดของกุ้งมังกรเปนสีน้ำเงิน
69.อูฐสามารถหมุนหัว 180 องศา
70.รู้หรือเปล่าว่าเว็บ google ไม่ได้มีประโยชน์แค่หาข้อมูล แต่เป็นเครื่องคิดเลขได้
(ลองใส่ 5+2 หรือเลขอะไรก้อได้ในช่อง แล้วกด Search ดูจิ)
อ่านเอาไว้จะได้ไม่ต้องคิดมาก ขยันเข้านะอ่านเอาไว้จะได้ไม่ต้องคิดมาก ขยันเข้านะ
เจ้าของร้านขายเนื้อสดคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจที่หมาตัวหนึ่งมาที่ร้าน โดยในปากมันคาบแบงก์ 10 ดอลลาร์
และกระดาษเขียนข้อความว่า “ขอซื้อไส้กรอก 12 ชิ้นกับขาแกะ 1 ขาครับ”
เขารู้สึกประทับใจความแสนรู้ของมัน ดังนั้น หลังจากเก็บเงิน 10 ดอลลาร์ และเอาไส้กรอกและขาแกะใส่ถุง
แขวนที่ปากให้มันคาบไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจปิดร้านสะกดรอยตามมันไป หมาตัวนั้นเดินไปตามถนนจนถึงทางม้าลาย มันก็วางถุงที่คาบไว้ลงแล้วยืนด้วยขาหลังและยกขาหน้ากดปุ่มไฟสำหรับคนข้ามถนนแล้วก็คาบถุงต่อ รอจนไฟคนข้ามเขียวมันจึงข้ามไปยังป้ายรถเมล์อีกฝั่งหนึ่ง มันจ้องมองตารางเวลาเดินรถแล้วนั่งลงตรงที่นั่งรอ สักพักมีรถเมล์คันหนึ่งมา มันเดินไปดูหมายเลขที่หน้ารถแล้วก็กลับมานั่งรอต่ออีกสักเดี๋ยวก็มีรถเมล์มาอีกคัน มันเดินไปดูหมายเลขรถอีก เมื่อเห็นว่าเป็นสายที่มันรออยู่ มันจึงขึ้นรถเมล์คันนั้น คนขายเนื้อถึงกับอ้าปากค้างทึ่งในความแสนรู้ของมัน แล้วรีบตามมันขึ้นรถคันนั้นไป หลังจากรถวิ่งผ่านกลางเมืองออกไปยังชานเมือง เจ้าหมาแสนรู้ก็ลุกจากที่นั่งเดินไปหน้ารถ มันยืนด้วยขาหลังแล้วเอาขาหน้ากดกริ่งบนรถ เมื่อรถจอดมันก็ลงและเดินไปตามถนนจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วเลี้ยวเข้าไป คนขายเนื้อยังสะกดรอยตามมันอยู่ห่างๆ เช่นเดิมล์เมื่อมาถึงประตูบ้านที่ปิดอยู่มันก็วางถุงไส้กรอกที่คาบไว้ลง
แล้วถอยหลังมาตั้งหลักประมาณ 2-3 เมตร จากนั้นก็วิ่งเข้าชนประตูเต็มแรง มันพยายามอยู่ 2-3 ครั้งแต่ประตูก็ยังเปิดไม่ออก มันเลยเดินอ้อมตัวบ้านไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่ปิดอยู่และเอาหัวโขกที่หน้าต่างหลายครั้ง แล้วก็เดินกลับมารอที่ประตู สักพักประตูบ้านก็ถูกเปิดโดยเจ้าของหมาเป็นผู้ชายหุ่นล่ำบึ้ก ซึ่งพอเปิดประตูเสร็จเขาก็เริ่มเตะต่อยและตะโกนด่าเจ้าหมาแสนรู้ตัวนั้นทันที ถึงตอนนี้คนขายเนื้ออดรนทนไม่ไหว เขารีบวิ่งเข้าไปห้ามเจ้าของหมา พร้อมกับถามว่า “คุณเตะมันทำไมกัน มันเป็นหมาสุดอัจฉริยะเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย ถ้าไปออกทีวีต้องดังแน่”
เจ้าของหมาตอบสวนทันทีว่า “คุณว่ามันฉลาดนักเหรอ เชอะ! รู้มั้ยว่านี่เป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์นี้นะที่มันลืมเอากุญแจบ้านติดตัวไปด้วย” คติสอนใจจากเรื่องนี้คือ "เราอาจทำงานได้เกินความคาดหมายในสายตาผู้อื่น แต่ก็ยังทำงานได้ต่ำกว่าเป้าหมายในสายตาของนายเราเสมอ" อิๆๆๆ เข้าใจแล้วนะ เอามาจาก forward mail อีกแล้วครับท่าน วิธีทำให้ชีวิตให้โล่ง และเบาขึ้นวิธีทำให้ชีวิตให้โล่ง และเบาขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เปิดตู้เสื้อผ้าดูเห็นมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมด
เคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้วไปบริจาคที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที เอาล่ะ...วันนี้เริ่มทำเสียที... ปรากฏว่า รื้อ ค้น ได้เสื้อ กางเกง เสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้น เมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้ว มีความรู้สึกว่าตู้เสื้อผ้าโล่งขึ้น ตัวเองก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้น คือ การทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้นนั่นเอง วันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น โล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และ เบาขึ้น เช่น... 1. เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือนร้อน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ
อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย 2. ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้าง เช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจังงานที่แข่งขันและหวังผลสูงถ้าเลือกได้ ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้บรรยากาศของการประชุมมักจะเครียดเสมอสารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม? 3. เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้นไม่เช่นนั้น่เราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย 4. อ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน 5. เลิกดูรายการทีวี.ที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ซ้ำๆ กันทุกวัน เช่น รายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คนดูไปฟังไฟแทนที่จะสบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ 6. อย่ารับปากหรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆ ด้วยความเกรงใจเลยหัดปฏิเสธให้เป็น
7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่น และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วย เมื่อเวลาผ่านไป เราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น 8. หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น 9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้างจะทำให้คุณไม่เครียดกับการเฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอดเวลาจนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลยไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร 10. ถ้าจะรักใครสักคน อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิตและอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ 11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด ลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับ แคบ หรือรัดรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความคล่องตัวจะมีมากขึ้น จนคุณแปลกใจตัวเอง ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์) คน สาม คนคน สาม คน
ณ วัดแห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่า เป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า "ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็น ขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ" หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า "เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา "คนเราล้วนมีความฝัน ความทะเยอทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้ง ความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสว สวยงาม ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ " "มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่ อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คน อื่นยื่นให้ " "อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชน ตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร " คนที่ชอบนินทานั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณาณใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัว เอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเรา ประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ นั่นแหละวิถีของนักปราช์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล " "แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ " ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา "เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่ เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคั เพราะเรา สัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็น อยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม " "เข้าใจครับหลวงตา" เด็กน้อยยิ้มมี ความสุขอีกครั้ง ............................................................................... |
|
|