joho's profileJoho era.PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 22 โรคAttention Deficit Trait ( ADT )ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของMultitaskingหรือไม่ครับ?คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะMultitaskingนั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียกAttention Deficit TraitหรือADTโรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่? ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสารHarvard Business Reviewฉบับเดือนมกราคม2548ในบทความชื่อWhy Smart People UnderperformเขียนโดยEdward M. Hallowellซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการAttention Deficit DisorderหรือADDมากว่า25ปี และ โรคADDนี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ให่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็นAttention Deficit TraitหรือADTโดยสาเหตุของADTจะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ADTนั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก ผู้ที่เป็นโรคADTนั้น มักจะมีอา การสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized)การจัดลำดับความสำคั และการบริหารเวลา โรคADTนี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัของโรคADTเพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused)แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัหาอะไรเกิดขึ้น
ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรคADTจะก่อให้เกิดปัหาอะไรขึ้น?ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)
ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู" เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรคADTกันบ้างไหมครับ ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็นADTเนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรคADTที่ต่างกัน (เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)***
โดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th อยู่อย่างไรเมื่อเกิดวิกฤตศรัทราในตัวเจ้านายโดย ถนอมจิต คงจิตต์งาม 1 วันมี 24 ชั่วโมง
แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือน ต้องบอกว่า เกือบ 24 ชั่วโมงนั้นยกให้ที่ทำงาน ยิ่งถ้านับเวลาเดินทางเข้าไปด้วย ต้องใช้เวลาอยู่กับที่ทำงานมากกว่าครอบครัวเสียอีก ถึงจะเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจเป็นที่สุด แต่เช้าขึ้นมาก็ต้องตะเกียกตะกายออกไปทำงาน เพราะขืนไปไม่ทัน เดี๋ยวโดนไล่ออกได้
บางคนพ่อแม่จะตายยังต้องภาวนาให้ประวิงเวลาสิ้นลมไว้ก่อนเพราะยังทำงานให้บริษัทไม่เสร็จ คนที่โชคดีที่สุดในยุคนี้คือ ได้อยู่ในที่ทำงานที่แวดล้อมด้วยตัวการงานที่พอใจ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีเจ้านายที่มีคุณสมบัติให้ลูกน้องรักใคร่ศรัทธา คืออยู่ในที่ทำงานแล้วมีความสุข ในที่ทำงาน"เจ้านาย"เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามาอยากทำงานหรือไม่ เพราะเป็นผู้มีอิทธิพลที่ดลบันดาล
ให้สถานที่ทำงานอันใหญ่โตหรูหรากลายเป็นโรงงานนรกและสามารถแปรเปลี่ยนลูกน้องให้มีสภาพเป็นทาสได้ภายในพริบตา ดิฉันได้ฟังเรื่องราวประเภทลูกน้องนินทานายมาโดยตลอด
เป็นการพาดพิงแบบครบรส มีทั้งชื่นชม ชิงชัง ออกแนวขบขัน ผสมขมขื่น มากน้อยต่างกันไปตามแต่ละองค์กร น้องๆ ในแวดวงสื่อมวลชนแอบนินทาหัวหน้าข่าวว่าไม่เคยสั่งงาน ไม่เคยอ่านข่าวฉบับอื่น มาสายเป็นประจำ
ไม่เคยรู้เลยว่าชาวบ้านเขาไปถึงไหนกันแล้ว ไม่เคยช่วยพัฒนาทั้งงานเขียน ทั้งตัวนักข่าว ไม่เคยสนใจว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เดือดร้อนเพราะการเขียนข่าวแบบเอามันส์ของหัวหน้า เพื่อน ๆ พี่ ในแวดวงข้าราชการสุดเซ็งกับเจ้านายที่ได้ตำแหน่งมาเพราะมีคุณสมบัติแค่อาวุโส เข้าทำนอง แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน อยู่ในวังวนของความเฉื่อยชา เชื่องช้า แล้วเรียกตัวเอง ว่าเป็นคนสุขุม ไปประชุมที่ไหน ลูกน้องแทบจะเอาปี๊บคลุมหัว อับอายวิสัยทัศน์แต่ละอย่างที่เอ่ยเอื้อนออกมา นั่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน ส่วนความยุติธรรมไม่ต้องพูดถึง เกิดมาไม่เคยรู้จัก รู้แต่รักใคร ชอบใคร ดีจริงหรือไม่ไม่สำคัญ เลื่อนขั้นให้ไว้ก่อน
ส่วนพวกภาคเอกชนก็ยอมน้อยหน้า เอาแต่ดัชนีเคพีไอขึ้นสมองคิดแต่ตัวเลขขาดทุน กำไร มองเห็นคนเป็นแค่เครื่องจักรปั๊มเงิน
ไม่เคยเรียนรู้คำอื่นนอกจากการตั้งคำถามไล่บี้ลูกน้องว่าทำไม ทำไม แต่ไม่เคยถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน ออกกฎกติกามารยาทนับร้อยนับพันข้อให้ปฎิบัติราวกับอยู่กันในยุคที่มนุษย์ยังใช้หัวคิดเองไม่เป็น
มาสายเพราะน้ำท่วมซอย กินข้าวเที่ยงกลับช้าไม่กี่นาทีถูกตัดเงินแต่พอถึงปีบอกโบนัสคิดไม่ทัน
ส่วนเงินเดือนเศรษฐกิจไม่ดีปีนี้ให้รอก่อน บริษัทจน ผู้บริหารรวยเอา รวยเอาถอยป้ายแดงเป็นว่าเล่น ลูกน้องบริษัทประเภทนี้เลยมีบุคลิกเหมือนกันคือต้องแลบลิ้นเลียปาก อาศัยน้ำลายช่วยป้องกันเหงือกแห้ง ปากแห้ง ในบรรดาประเภทที่ว่ามา มนุษย์เงินเดือนสรุปกันว่ายังไม่ร้ายเท่ากับเจ้านายที่เห็นลูกน้องเป็นคู่แข่งของตัวเอง
สมัยโบราณเมื่อมีการทำศึก แม่ทัพก็ต้องมีขุนพลคู่ใจที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ คือต้องเก่งกาจชนิดหาจับยาก
รบร้อยครั้งถึงจะชนะร้อยครั้ง รู้ว่ามีนักปราชญ์ราชบัณฑิต คนดี มีปัญญาอยู่ที่ไหน จะต้องส่งเทียบเชิญมาไว้เป็นที่ปรึกษา จะได้ไม่ต้องไปตั้งต้นเรียนด้วยตนเองทุกเรื่อง แค่รู้จักใช้คนให้เป็นก็เพียงพอแล้ว โลกเปลี่ยนไป วิธีคิดของคนกับผู้ใต้บังคับบัญชาก็เปลี่ยนไปด้วย
ให้สังเกตดูว่าเจ้านายสมัยนี้มีหน้าที่หลักอยู่ 2 อย่างคือคอยจับผิดกับคอยโยนความผิดให้ลูกน้อง
มีลูกน้องเก่งๆ ระดับดอกเตอร์ชั้นหัวกะทิกลับกลัวจะดังกว่าคอยนั่งจับผิด ไปไหนทำอะไร ขอดูตารางเวลาให้ละเอียด
จะพูดอะไรที่ไหนห้ามเด็ดขาด กลัวพูดแล้วดีกว่าเดี๋ยวเข้าตากรรมการมากกว่า แทนที่จะเรียนรู้วิธีสร้างต้นรักให้ลูกน้องจงรักภักดี ยอมเอาความรู้ที่มีมาทำงานให้ตัวเอง มัวแต่เอาเวลาไปคอยจับผิด เข้าทำนองเห็นลูกน้องนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ส่งเอ็มเอสเอ็นก็หาว่าอู้งาน แทนที่จะคิดว่าเขาฉลาดรู้จักเรียนรู้โลกภายนอก รู้จักใช้การสื่อสารที่ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา แทนที่จะคิดทางบวกจะใช้เขาให้เหมาะกับงานอย่างไร กลับใช้อำนาจวาสนาบารมีคอยเหยียบย่ำทำลายให้ย่อยยับ ในชีวิตแต่ละคนล้วนต้องมีลูกน้องทั้งนั้น จะเป็นยาม เป็นภารโรงก็ยังต้องมีผู้ช่วยในสังกัดซึ่งคือลูกน้อง
การเป็นเจ้านายให้เป็นจึงต้องอาศัยทั้งศาสตร์คือ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองเป็นเพื่อให้ลูกน้องยอมรับ
ในความรู้ และมีศิลปะในการผูกใจลูกน้อง "นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้" ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จต้องมีทีมงานเบื้องหลังที่เป็นกระบี่มือหนึ่งในแต่ละสาขา ถึงจะทำอะไรได้สำเร็จ ใจต้องซื้อด้วยใจ ใจต้องแลกด้วยใจเท่านั้น เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียงที่หาให้นั้นได้มาก็ดีแต่ดีที่สุดคือต้องให้ได้ใจ
ดิฉันโชคดีได้ทำงานใกล้ชิด คนที่มีวุฒิภาวะเพียงพอเลยมีโอกาสได้เห็นตัวอย่างดีดี ได้วิธีคิดที่ไม่มีสอนใน
ตำรามากมาย เช่น เมื่อมีข้อผิดพลาดในองค์กร คนแรกที่ต้องผิดคือเจ้านาย ถ้าเป็นภาคเอกชน ภาคธุรกิจ เจ้าของคือคนแรกที่ผิด เรื่องแปลกๆ ของผู้หญิงรอบโลกผู้หญิงคูเวต สาวไหนแต่งงาน จะได้เงินสดเป็นของขวัญจากกษัตริย์ เพราะว่ากษัตริย์ของคูเวตรวยมากจนไม่รู้จะใช้ยังไงโดยจะมอบเงินให้แก่คู่สมรสใหม่ทุกคู่ด้วยเงิน 12,000ดอลลาร์ป็นของขวัญ ผู้หญิงฝรั่งเศส พวกเธอลาพักร้อนได้ 5 อาทิตย์ต่อปี แถมพวกเธอยังได้ทำงานเพียง 35 ชั่วโมงต่อ 1อาทิตย์เท่านั้น ผู้หญิงบราซิล พวกเธอเห็นว่าการที่มีหุ่นดี สำคัญกว่าการแต่งงานและทุ่มงินไปกับการดูแลหุ่นให้สวยเนี๊ยบ ผู้หญิงคิวบา พวกเธอมีสถิติการทำแท้งประมาณ 4 ครั้งก่อนอายุ 30 ประเทศนี้มีเปอร์เซนต์การหย่าร้างมากถึง 70% แถมที่ประเทศนี้มีการทำแท้งได้ฟรีอีกด้วย!! (ไม่น่ามีเล๊ย บาปกรรมจิงๆ) ผู้หญิงแม็กซิโก พวกเธอช๊อปปิ้ง 2 ชั่วโมงทุกครั้งที่พักกลางวันผู้หญิงที่นี่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกเธอจะเข้าร้านเสริมสวยกันเป็นว่าเล่น ชอบการสังสรรค์ และไปช๊อปปิ้งระหว่างพักกลางวัน 2 ชั่วโมง ผู้หญิงอิรัก เกือบทุกคนที่ใช้ปืนเป็น(เราไม่ได้หมายถึงปืนสั้นอันเล็ก ๆแต่เป็นปืนกลขนาดใหญ่ต่างหากล่ะ) ผู้หญิงบังกลาเทศ เธอจะถูกสาดด้วยน้ำกรด ถ้าเธอปฏิเสธผู้ชาย ในหนึ่งปีมีการแจ้งความถึงการถูกสาดน้ำกรดมากถึง 180-200รายเมื่อพวกเธอปฏิเสธที่จะร่วมรักด้วย เขาจะแก้แค้นด้วยการสาดน้ำกรดเพื่อให้เธอเสียโฉม (แหมทำไปได้) ผู้หญิงซูดาน เด็กผู้หญิงที่นี่จะถูกขลิบอวัยวะเพศ โดยไม่ใช้ยาสลบเป็นความเชื่อและประเพณีที่น่าตกใจมาก 82%ของผู้หญิงที่นี่จะถูกขลิบตั้งแต่เด็ก แม้จะมีการออกกฤหมายห้ามแล้วก็ตาม ผู้หญิงจอร์แดน ถูกฆ่าจากครอบครัวตัวเองถ้าสงสัยว่ามีชู้ ทุกปีผู้หญิงจอร์แดนประมาณ 25 คนจะถูกฆ่าตายโดยพี่ชาย น้องชาย พ่อของตัวเองเหตุผลก็เพราะว่าสงสัยว่าเธอจะมีชู้กับชายอื่นที่ไม่ได้แต่งงานด้วยจึงถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับพวกผู้ชายในครอบครัว (แย่จังมีแต่พี่น้องจะปกป้องแต่กลับฆ่ากันซะงั้น) ผู้หญิงไทย ร้อยละ 25 ผ่านการเป็นผู้ชายมาก่อน ร้อยละ 15 หาสามีไม่ได้ คอ อา นอ คานมีคานหนึ่งสวยสง่าเปี่ยมรา ศรี อันทางขึ้นนั้นเดินง่าย สบาย ดี แต่ “ โทษ ที “ ขาลงยากกกกกก ลำบากลำ บน
ต้นกำเนิด เกิดจากสาวนาง หนึ่ง สวยสุดซึ้งสวยกว่าน้องน้ำ ฝน เป็นลูกสาวเศรษฐีประจำ ตำบล ชราชน หนุ่มน้อยใหญ่ต่าง หมายปอง
ท่านเศรษฐี องอาจประกาศ ว่า อันลูกข้าหนึ่งนี้ไม่มี สอง หากแม้นใครอยากได้ไปคุ้ม ครอง อย่างน้อยต้องทองล้านชั่ง นี่ (ราคา) กันเอง
...แต่ลูก สาวเศรษฐีมีคนรัก ยากจนนักจนยิ่งกว่าจะหา ไหน โอ้ชาตินี้มีกรรมหนักขอ พัก ใจ แค้นบรรลัย ต้องลาไกลไปขุด ทอง
หายไปร่วมสามสิบปี มีทอง หลาย ข่าวจากสายสมใจ ให้คลาย หมอง ว่าน้องนั้น ยังดีอยู่ไร้ คู่ครอง อยู่ไม่ได้จำรีบต้องไปจอง เธอ
บอกว่าที่ พ่อตา “มาแล้ว ครับ” มาพร้อมกับทองตามข้อ พ่อ เสนอ อยู่ที่ไหนหวาน ใจ I WANT TO SEE HER พ่อบอกเออ!!!อยู่ข้างใน เข้าไปเลย
แสนดีใจได้จะพบประสบ หน้า ร้องถามป้า(ที่นั่ง อยู่) ป้าบอกว่าก็ตัวฉันเองนี่ ยังไง จำน้องน้อยไม่ได้น้อยใจ นัก
เจ้าหนุ่มจ้องมองดูอยู่ไม่ นาน แสนดีใจประมาณว่าน้ำตาไหล หนัก หัวใจเต้นระรัว ตัวเริ่ม ชัก ดิ้นสักพักแล้วก็จากโลกนี้ ไป
ทองที่ขนมามากมายทำไง ดี สาวจึงมีโครงการทำงาน ใหญ่ สร้างเป็นคาน ไว้นั่งฟัง เพลงไทย จนหล่อนตายจึงทิ้งไว้ เป็น “ชาติ พลี“
คานนี้ขึ้นไปแล้วจะติดใจ อยู่ได้นาน จะเบิกบานเปี่ยมสง่าและ รา ศรี ไร้ปัญหาไร้บุตรธิดา ( และ) ไร้สามี ของดีๆ อย่างนี้ ต้องแนะ นำ |
|
|