joho's profileJoho era.PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 03

    คนไม่อ่านคงไม่ได้คิด

    ได้มาจาก forward mail ถ้าไม่ได้อ่านไม่รู้ว่าจะคิดได้หรือเปล่านะ


    โลกกลมๆ
    ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี
    ของฟรีไม่เคยมี  ของดีไม่เคยถูก
    อยู่ให้ไว้ใจ  ไปให้คิดถึง
    คน
    เราต้องเดินหน้า  เวลายังเดินหน้าเลย
    ไม่ต้องสนใจ
    ว่าแมวจะสีขาวหรือดำ  ขอให้จับหนูได้ก็พอ
    ยิ่งมีใจศรัทธา  ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
    ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า
    }แน่นอน~
    คนเรา
    เมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
    ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย  อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา  พักได้ แต่อย่าหยุด
    เหตุผล
    ของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
    ถ้าไม่ลอง
    ก้าว  จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า  ข้างหน้าเป็นอย่างไร
    หนทาง
    อันยาวไกลนับหมื่นลี้  ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
    ปัญหา
    ทุกอย่าง  อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
    จะเห็นค่า
    ของความอบอุ่น  เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
    อันตราย
    ที่สุดคือ การคาดหวัง

    เริ่มต้นดีแล้ว  ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
    อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

    จงใช้สติ  อย่าใช้อารมณ์
    เบื้องหลังความเข้มแข็ง  สมควรมีความอ่อนโยน
    ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก  มีแต่คำว่า ตั้งใจ
    ยินดี
    กับสิ่งที่ได้มา  และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป  

    หลังพายุ
    ผ่านไป  ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
    หลังผ่านปัญหา  จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
    ไม่เป็น
    ขุนนางนะ ได้  แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
    มีแต่วันนี้ที่มีค่า  ไม่มีวันหน้า  วันหลัง  
    เมื่อวาน
    ก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป
    อย่าหวัง
    ว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
    เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน


    เพื่อนทั่วไป
    ไม่เห็นคุณร้องไห้  
    เพื่อนแท้
    มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
    เพื่อนทั่วไป
    ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
    เพื่อนแท้
    จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
    เพื่อนทั่วไป
    คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
    เพื่อนแท้
    คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป

    เพื่อนทั่วไป เข้าหาผลประโยชน์ ที่ได้รับจากเรา

     
    {{{{{{{{{{{{{{{{

    เพื่อนทั่วไป
    อ่านแล้วทิ้ง เพื่อนแท้จะส่งต่อๆ ไป
    ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย
    หากคุณได้รับคือ หมายถึง คุณได้พบเพื่อนแท้แล้ว

    {{{{{{{{{{{{{{{{
     

    January 26

    โครงการที่ไม่น่าสนใจ

    ถึงพี่ประภาส 
    น้องชายดิฉันจบด้านสื่อสารมวลชน ตอนเรียนเขาก็ดูไฟแรงดี  พอจบมาแล้วกลายเป็นคนขี้เกียจไปได้ยังไงไม่รู้ พยายามบอกให้เขาลุกขึ้นทำอะไรบ้าง แม่ก็อยากให้ไปทำงานบริษัท เขาก็บอกว่าไม่อยากเป็นลูกน้องใคร บอกให้ลองลงทุนทำอะไรเองหรือไม่ก็คิดเรื่องใหม่ๆ หรือแต่งเพลงออกมาสักม้วนอย่างที่เคยทำสมัยเรียน เขาก็เอาแต่กวนประสาทบอกว่าสมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน คิดอะไรไปก็มีคนทำหมดแล้ว เพลงรักเพลงเพื่อชีวิตก็ถูกแต่งหมดแล้ว ไม่รู้จะแต่งอะไรอีก จะให้ค้าขายอะไรเขาก็บอกว่าอันนี้ก็ทำไม่ได้อันนั้นก็ไม่น่าทำ ฟังแล้วท้อค่ะ บางทีดิฉันมีโปรเจ็คท์ดีๆไปชวนเขาทำ เขาก็เบรคเราเสียเราเองก็ไม่กล้าทำตามเขาไปเลย  พี่ประภาส พอจะมีอะไรแนะนำให้ต่อกรกับคนแบบนี้บ้าง

    นุช
     
     
    เคยได้ยินประโยคทำนองนี้กันบ้างไหมครับ  บทสนทนาในละครฉากเล็กๆของชีวิตจริง
    ลูกชาย – “พ่อ  เห็นตึกสี่ชั้นที่อยู่หน้าหมู่บ้านนั่นไหม  เขาติดประกาศขายแล้ว ไม่ไกลจากบ้านเราด้วย หน้ามันกว้างดี จอดรถน่าจะได้สองคันสบายๆเลยนะพ่อ” 
     
    พ่อ –“ไหน …หลังไหน   ร้านหนังสือเก่านั่นน่ะเหรอ ละเมอไปหรือเปล่า อย่างเราจะมีปัญญาไปซื้ออย่างไรไหว” 
     
    ลูกชาย –“ลองโทรไปถามหน่อยไม่ดีหรือ เผื่อเอาเข้าแบ๊งค์แล้วขยับขยายร้านได้ใหญ่ขึ้น” 
     
    พ่อ –“เสียเวลา เสียค่าโทรศัพท์เปล่าๆ ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเถอะ” 
     
    ………………………………….
    สามี –“ไปเที่ยวยุโรปกันไหม กลางๆปีเขาว่าไม่หนาวมาก อยากไปเห็นเมืองนอกบ้าง” 
     
    ภรรยา –“ ไปต่างประเทศ คุณจะมีเวลาหรือ แล้วเรื่องเงินอีก ไหนจะค่าตั๋ว ค่าที่พัก แล้วยังต้องซื้อของฝากคนอื่นอีกล่ะ โอย…ยุ่งยากเปล่าๆ อย่าคิดอะไรเกินตัวนักสิ 
     
    …………………………………
    น้อง –“พินัยกรรมสรุปออกมาแล้ว คุณป้าท่านยกเงินให้เราแสนหนึ่งแน่ะ”
    พี่ –“แสนหนึ่ง ค่าทนาย ค่าธรรมเนียม แล้วก็ต้องผ่อนรถที่เหลืออีกสามสี่เดือน จะไปเหลือสักเท่าไร ไม่เห็นน่าดีใจเลย” 
     
    ………………………………….
    อาจารย์ที่ปรึกษา –“อีกอาทิตย์เดียวก็สอบใหญ่แล้วนะ เธอนอนอยู่โรงพยาบาลนานขนาดนั้น ขาดเรียนสิบกว่าครั้งอย่างนี้ อ่านทวนเยอะๆหน่อยก็ดี ข้อสอบปีนี้ไม่ง่ายนะ”
    นักศึกษา –“ อ่านอย่างไรอ่านก็ไม่ทันแล้วครับ หนังสือตั้งเกือบสิบเล่ม อาทิตย์เดียวจะไปอ่านทันได้อย่างไร… ช่างมันเถอะครับอาจารย์ มันจะตกก็ให้มันตกไป อ่านไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว” 
     
    ………………………………….

    บางทีผมก็แอบเรียกคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างนี้ว่า “นักฆ่าความฝัน” 
     
    ในสังคมรอบๆตัวท่านผู้อ่านก็คงมีให้เห็นบ้างละครับ ทั้งแบบนักฆ่าสมัครเล่นที่มองอะไรก็เห็นว่าเป็นไปไม่ได้หมด กับพวกนักฆ่ามืออาชีพ พวกนี้ต่างจากพวกสมัครเล่นก็คือไม่เพียงแต่มองไม่เห็นความเป็นไปได้แค่นั้น พวกนี้ยังออกโรงออกแรงค้านอย่างจริงจังจนทุกโครงการที่นักฝันคนไหนก็ตามเสนอขึ้นมา เป็นหมันตั้งแต่ออกจากปากแล้ว
    คุณนุชเขียนมาขอวิธีต่อกรกับพวกฆาตกรความฝัน ยอมรับครับว่าทุกวันนี้ผมก็ยังผจญภัยกับคนเหล่านี้อยู่ วิธีคิดของผมก็คือ อย่ามองเขาเป็นศัตรู มองเขาเป็นเพื่อนมองเขาเป็นฝ่ายค้านที่มาช่วยติงช่วยติ
    แต่อย่ายอมให้เขาฆ่าความฝันเราได้นะครับ 
     
    ที่สำคัญที่สุดหากเราทำให้ฝันที่เขาคิดว่าเป็นจริงไม่ได้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างให้เขาเห็นได้บ่อยๆ  ต่อไปเขาก็จะไม่กล้าฆ่าความฝันใคร แม้แต่ของตัวเอง 
     
    มีกรณีศึกษาจากนักจิตวิทยาที่ผมเคยอ่านเจอ นักฆ่าความฝันพวกนี้มักมีปมในวัยเด็กกับประสบการณ์แย่ๆ เช่น พ่อกับแม่ชอบสัญญิงสัญญาอะไรกับเขาแล้วไม่เคยทำได้สักครั้ง คงเคยเห็นใช่ไหมครับพ่อแม่ที่รับปากลูกไปวันๆ  ฝันอันงดงามในความรู้สึกของเด็กจึงกลายเป็นฝันลมๆแล้งๆแทบทุกครั้ง หนักเข้าก็เริ่มไม่วางใจใคร สุดท้ายการมองโลกในแง่ร้ายก็เลยฝังลึกลงก้นบึ้งจิตใจ 
    ไม่มีอะไรแนะนำมากกว่านี้ครับ นอกจากขออนุญาตเล่าถึงโครงการแปลกๆในอดีตให้ฟังกัน ฝากเอาไปเล่าให้น้องชายคุณนุชฟังอีกต่อด้วยนะครับ
    โครงการพวกนี้ล้วนเคยเป็นโครงการที่ไม่น่าสนใจแทบทั้งสิ้นครับ
    อากิโอะ โมริตะประธานฯบริษัทโซนี่ มองเห็นอีฟูกะ ผู้ร่วมก่อตั้งโซนี่อีกคนหนึ่งชอบหิ้วเครื่องเล่นเทปพร้อมกับหูฟังติดอยู่ที่หูเดินไปไหนมาไหนอยู่เรื่อย จึงออกปากถามถึงเหตุผล อีฟูกะบอกว่าเขาชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เดินไปนั่งตรงไหนก็อยากเอาเพลงไปฟังด้วย แต่ไม่อยากเปิดเบาๆ และก็ไม่อยากให้หนวกหูคนอื่นจึงจำต้องใช้หูฟัง
    อากิโอะ ได้ยินเข้าก็เกิดความคิดสว่างวาบขึ้นที่จะทำสินค้าออกขาย โดยคิดย่อเครื่องเล่นเทปให้เล็กลง พร้อมหูฟังที่เล็กลงด้วย
    ใช่ครับ  จุดกำเนิดซาวด์นอะเบ๊าท์ มันเกิดง่ายๆอย่างนี้แหละครับ
    แต่ฝ่ายการตลาดไม่เห็นด้วยกับสินค้าตัวนี้ คำวิจารณ์แรงๆก็คือ “จะมีใครที่ไหนโง่มาซื้อเครื่องเล่นเทปที่ไม่มีส่วนของการบันทึกเสียง” 
     
    อากิโอะไม่คิดอย่างนั้น เขาไม่ยอมให้ใครฆ่าความฝันของเขา เขาเชื่อว่าซาวด์นอะเบาท์นั้นมีไว้เพื่อฟังไม่ใช่เพื่ออัด การจะใส่ส่วนของการบันทึกเสียงลงไปด้วยจะทำให้เครื่องใหญ่ขึ้น  และเพื่อไม่ทะเลาะกับฝ่ายการตลาด เขาขอเป้าการขายแค่เพียงปีละหนึ่งแสนเครื่องเท่านั้น และไม่ต้องทุ่มโฆษณาให้สินค้าตัวนี้มากนักด้วย  ปีแรกที่วางตลาด ซาวด์อะเบ๊าท์ ทำยอดจำหน่ายให้โซนี่เท่าไรรู้ไหมครับ
     
    สี่ล้านเครื่อง ! 
     
    เรื่องราวของอากิโอะนั้นคล้ายๆกับบิล เลียร์ แต่ตอนจบกลับไม่เหมือนกัน
    บิล เลียร์ คิดเรื่องวิทยุติดรถยนต์ขึ้นมาครั้งแรก คนรอบๆข้างเขาต่างรุมถล่มความฝันอันบรรเจิดของเขาอย่างหูดับตับไหม้ ความเห็นที่มองไปทางเดียวกันก็คือ “มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้คนจะติดวิทยุไว้ในรถ เพราะมันจะทำให้คนขับเสียสมาธิได้” ไม่รู้ว่าเลียร์ไม่หนักแน่นพอหรือนักฆ่าพวกนั้นออกอาวุธหนักเสียจนเลียร์ตั้งตัวไม่ติด เขายอมขายความคิดนี้ให้กับบริษัทกัลวิน แมนูแฟคเตอร์ไป
    หลังจากร่ำรวยจากวิทยุติดรถยนต์ บริษัทกัลวินนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น โมโตโรลา บริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งในวงการโทรศัพท์มือถือตอนนี้
    พูดถึงโทรศัพท์มือถือ นี่ถ้าเกรแฮมเบลล์ ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์รู้ว่าทุกวันนี้มีคนบนโลกใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแต่วินาทีเดียว เขาคงดีใจที่สุด เพราะตอนที่เบลล์ เพิ่งทดลองโทรศัพท์ข้ามแม่น้ำสำเร็จใหม่ๆเมื่อร้อยสามสิบปีก่อน มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งดูแคลนสิ่งประดิษฐ์ของเบลล์ว่า “ของเล่นอันนี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่มันจะใช้ทำอะไรได้” 
     
    ปีพ.ศ.2505 บริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่ เดคค้า เรคคอร์ด ปฏิเสธงานของวงดนตรีหน้าใหม่วงหนึ่งด้วยเหตุผลว่า “เพลงที่เล่นด้วยกีต้าร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว” แต่หลังจากคำพูดนั้นมาจนถึงวันนี้ วงดนตรีที่ถูกสบประมาทวงนั้นก็บรรเลงเพลงให้คนทั้งโลกฟังด้วยเสียงกีต้าร์มาตลอดครึ่งศตวรรษอย่างยิ่งใหญ่ หรือใครจะเถียงว่าเดอะบี้ทเทิ้ลไม่ยิ่งใหญ่
     
    ใกล้ๆตัวนี่เลยครับ จา พนมที่กำลังเนื้อหอมในต่างประเทศจากหนังเรื่ององค์บาก ก็เคยถูกคำวิจารณ์จากบริษัทเก่าที่จาเคยเซ็นสัญญาด้วยว่า “เขาไม่มีเสน่ห์พอ ถ้าจะทำหนังให้เขาเล่น เขาต้องประกบกับพระเอกที่หล่อกว่าเขา” ไม่รู้ปรัชญา ปิ่นแก้วผู้กำกับฯองค์บากประชดประชันหรือคิดอะไรอยู่ หลังจากมาเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่ เขาให้จาเล่นหนังเรื่องแรกโดยประกบกับหม่ำ จ๊กมกเสียเลย
     
    มองคำทักท้วงเหล่านี้เป็นมิตรสิครับ แล้วเอาชนะมันให้เขาเห็น
     
    เมื่อ 60 ปีก่อน โทมัส วัตสัน ประธานไอบีเอ็มยังเคยพูดถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเลยว่า “ตลาดของพีซีทั้งโลก น่าจะมีประมาณห้าเครื่องได้มั้ง”  ดีนะครับที่สุดท้ายแล้วผู้บริหารรุ่นหลังของไอบีเอ็มไม่ได้เชื่อคำพูดของวัตสัน
     
    ประโยคสกัดดาวรุ่งประโยคสุดท้ายครับ เป็นของนักฝันชื่อดัง บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์
    ฟังประโยคนี้แล้วอย่าหัวเราะดังนะครับ บิล เกตส์ พูดไว้เมื่อปี พ.ศ.2511 คนเรานี่บางทีก็เผลอเป็นนักฆ่าความฝันของตัวเองไปเหมือนกัน  เขาพยากรณ์ถึงหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในอนาคตว่า
     
    “ 640 k ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับทุกๆคน”
    December 17

    HR: WOW paper

    เปิดหัวข้อนี้ให้เพื่อนๆ ได้เข้ามาโพสต์กันเลยจ้าว่าใครทำเรื่องอะไรกันบ้าง จะได้ไม่ซ้ำกันครับผม
    ใช้เมล์ hotmail ในการโพสต์ครับ สะดวกดี
     
    ส่วนรายละเอียดการทำอยู่ในไฟล์ที่ส่งไปให้ทางเมล์แล้วนะ การโพสต์ก็ใส่ชื่อคนทำ กับ paper ที่เลือกนะจ๊ะ เช่น
     
    อภิสิด กับ ปะชา เลือก Deom Crazy of Thailand จาก นิตยสาร Joho Review
     
    November 30

    IMC: Customer-base brand equity pyramid

    หัวข้อนี้จัดไว้ให้เฉพาะ นศ.นิด้า ที่เรียนวิชา IMC มาจองชื่อผลิตภัณฑ์ที่จะทำเป็นงานกลุ่มสามคนนะครับ
    กลุ่มไหนที่เลือกได้แล้ว ให้โพสต์โดย แสดงความคิดเห็นกับหัวข้อนี้นะครับ(Add a commend)
    โดยการโพสต์จะต้องใช้ user hotmail ที่มีอยู่นะครับ โดยระบุดังนี้
     
    กลุ่ม  นิ. ด้า. เอ็ม
    ผลิตภัณฑ์  ครีมนวดแคปซิกา
     
    ถ้ามีปัญหาอย่างไรก็แจ้งโจ้ได้โดยตรงนะครับ
    September 30

    สิ่งธรรมดาคือสิ่งพิเศษ

          เรื่อง วนิษา เรซ

           คัดลอกจาก Post Today

     

           บางครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา "ต้อง" ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสนขี้

          เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่อ

          อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้องมานั่งรับส่ง

          ลูกเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก...เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารัก

          ของลูก

     

          สิ่งของเหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น "หน้าที่" ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เรา

          หงุดหงิดพอควรเลย...ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของ

          คราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหน

          จะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน...แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำ

          อาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน...จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมใน

          วิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง...พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการ

          อะไรจากการล้างจาน...คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหม ถามอะไร

          ตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)...แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ ...อ้าว ถ้าไม่

          อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก...ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจาน

          เพื่อล้างจานได้ไหม...

     

          ทำไมต้อง "ล้างจานเพื่อล้างจาน" กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ก็ผ่านไปจากนั้นนานแสนนาน

          และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ...เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จาน

          สะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบันแล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์

          ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น ...สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับ

          เป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจ

          ให้สุขในขณะล้างจาน จิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน...เป็นสุขอยู่ตรงนั้นซึ่งหลังจากครั้งแรก

          พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่าน

          ให้สะอาดอยู่...น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้

          ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน

     

          ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข...หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและเป้า

          หมายก่อน ...คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ"เป้าหมาย"แต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้ง

          หมดในชีวิตอยู่ที่ "วิถี" ในการไปถึงเป้าหมายนั้นเหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้

          คะแนนดีๆ ให้ได้เกียรตินิยม...และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มี

          หวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก...พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่

          แผล็บเดียวเดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว...จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม...พอมาดูจริงๆ แล้วเรียน

          ปริญญาตรีเราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมี

          ความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ

     

          ดังนั้น การกลับมาปรับ "วิถี" ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทางกลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของ

          ชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมากเมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ...เดี๋ยวนี้

          หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า "วิถีคือเป้าหมาย" พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวัน มี

          สุขในวิถี นั่นแหละคือเป้าหมายของหนูดี ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหาย

          ไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม...อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

          เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคน

          อื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และหนูดีไม่รอให้ "เป้าหมายสำเร็จ" แล้วค่อยเป็นสุข...ไม่มีกฎ

          อะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

     

          ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก...หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองหน้าหนังสือ

          "ขอบคุณสรรพสิ่ง" ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า "ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บน

          อากาศ แต่ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว" หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก

          เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง "ธรรมดา" เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กิน

          อาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมาก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุด

          ธรรมดาๆ...หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ...ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิต

          ธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

     

          แต่ถ้าความ "ธรรมดา" นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ

          สามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ...เรื่องก็จะ "ไม่ธรรมดา"

          ไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ "ธรรมดา" จนใจแทบ

          จะขาด...หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญ

          เสียในครอบครัวมาเยอะมาก จนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่าให้เรารีบชื่นชมกับความ

          "ธรรมดา" ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่ง

          ธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ

     

          วันนี้ หนูดีขอชวนแฟนๆ คอลัมน์ลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลอง

          คิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติ หรือวันนี้ลูกของเรา

          ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชน โชคดี

          จังเลย...เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้ หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบ

          โดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลาน ดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ได้

          มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ...สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ ขอให้ทำงานอย่างเป็นสุขค่ะ

     

    September 20

    เถ้าแก่น้อย

    ใครได้อ่านเรื่องราวของ “เถ้าแก่น้อย” คงมีไม่น้อยที่อยากประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ทำ
    คุณต๊อบ(อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์) ให้เคล็ดอย่างไม่ลับว่า 
     
    “อย่างแรกต้องเริ่มต้นจากความคิดก่อน ผมทำอะไรใหม่ๆ โชคดีที่ผมมักเป็นคนที่คิดว่า ถ้าทำไม่สำเร็จแล้วจะทำยังไง ผมจะคิดเสมอว่า ถ้าทำสำเร็จแล้วต้องทำอะไรต่อ แล้วถ้าคุณกล้าที่จะเดินในโลกธุรกิจต้องยอมรับให้ได้ว่า ต้องมีปัญหา ต้องมีอุปสรรค หรือทางตัน แต่ขอให้มองปัญหาเป็นบทเรียนที่สอนเรา คิดเสียว่า เมื่อมีประตูหนึ่งปิด ก็ต้องมีประตูหนึ่งเปิดไม่มีทางตัน สำคัญมากคนเราผิดพลาดเสียเงินเสียทองได้ แต่ขออย่างเดียวไม่หมดกำลังใจ เพราะถ้าหมดกำลังใจก็เหมือนคนตายที่ทำอะไรไม่ได้ กำลังใจเท่านั้นที่จะพาไปสู่ความสำเร็จ”
     
    ข้อมูลจาก whoweeklymagazine
    September 19

    จดหมายถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

     6 ตุลาคม 2547
    พระราชนิพนธ์: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
     
    พระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีไปถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำมาเผยแพร่
     
    ลูกพ่อ
    ในพื้นแผ่นดินนี้ ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว
    ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้วทุกคนปรารถนาความสว่างปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน
    แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่าง หรือ ความดีนั้น
    ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดีก็คือรักผู้อื่น เพราะความรักผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
    ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้
     
    พ่อขอบอกลูกดังนี้...
    1. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต...ปัจจุบัน...อนาคต
    2. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม
    3. มีความสันโดษ คือ
        - มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือได้อย่างไร ก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือมีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
        - ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลมจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
        - พอใจตามสมควร คือทำงานให้มีความพอใจเหมาะสมแก่งาน
        - ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน
    4. มีความมั่นคงแห่งจิต คือ
    ให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาให้ภาวนาว่า...มีลาภ มียศ สุขทุกข์ปรากฏ สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกานึกว่า 'ชั่งมัน'
     
    พ่อ 6/10/2547
     
    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชปรารถทิ้งท้าย
    ***ฉันหวังว่า คำสอนพ่อที่ฉันได้ประมวลมานี้ จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ที่ได้พบเห็น และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน
     
    ฉันรัก พ่อฉันจัง
    สิรินธร
    August 14

    Business Idea

     
    ในการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่แค่สิ่งของหรือบริการและเงินที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเท่านั้น
    แต่มันได้เกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างหัวใจ และจิตใจของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
    และเมื่อจิตใจของทั้งสองได้สื่อสารระหว่างกันในธุรกรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ แล้วละก็
    ทั้งคู่จะเกิดความรู้สึกพึงพอใจจากการกระทำนั้นๆ ที่นำมาซึ่งความสุขทั้งสองฝ่าย
    ดังนั้นนักธุรกิจ หรือพ่อค้าจึงต้องตอกย้ำตัวเองตลอดเวลาว่า
    ความสุขของลูกค้ากับความสุขในการทำให้ลูกค้าพอใจนั้น คือ จุดเริ่มต้นของคำว่าธุรกิจ
     
    ธุรกิจไม่ใช่การทำกิจกรรมเพื่อสร้างให้เกิดกำไร ที่สำคัญการทำกำไรสำหรับตนเองนั้น
    หาใช่เป็นเหตุผลพื้นฐานของการทำธุรกิจไม่
    การที่เราต้องทำธุรกิจก็เพราะสังคมมีความต้องการในอาชีพเหล่านั้น
    ถ้าหากเราไม่เข้าใจความรู้สึกหรือความต้องการนั้น ๆ แล้วละก็
    เราก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินกิจธุรกิจเลย ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร
     
     
    “…สำหรับผมแล้วการทำธุรกิจเพื่อให้เกิดกำไร นั้นเป็นเหตุผลที่เป็นที่สอง สิ่งแรกที่นักธุรกิจควรทำคือ
    การนำส่งสินค้า และบริการที่เหมาะสมให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้
    และนี่แหละที่ผมสำนึกเสมอว่า มันเป็นพันธกิจที่ศักดิ์สิทธิ์ในฐานะของพ่อค้า
    ซึ่งแน่นอนว่าหากท่านส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าละก็
    กำไรก็จะเป็นผลตามมานั่นเอง
    …”
    Konosuke Matsushita
    March 09

    29 กุมภาพันธ์

     
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์นับเป็นความพิเศษเพราะมีได้แค่ 4 ปีครั้ง และวันที่ 29 ก.พ.แห่งปี 2008 นี้ก็พิเศษเข้าไปอีก เพราะวันที่ 29 ก.พ.นี้ ตรงกับวันศุกร์ นับเป็นครั้งแรกใน 28 ปี
           
           เชื่อว่าถ้าใครมีความสามารถคลิกเข้ามานั่งอ่านบทความชิ้นนี้ คงต้องเคยผ่าน 29 กุมภาพันธ์มาแล้วอย่างน้อย 3-4 รอบ
           
           ว่าแต่...คุณรู้จัก “วันที่ 29 กุมภาพันธ์” ที่มา 4 ปีครั้งดีแค่ไหนลองทดสอบด้วยการตอบคำถามเหล่านี้ดู
           
           1. ลองไล่ดูว่าปีที่จะมีวันที่ 29 ก.พ.ในอีก 5 รอบหลังจาก 2008 นี้มีปีอะไรบ้าง?
           
           2. ถ้าพจมานเกิดปี 1988 ดังนั้นวันที่ 29 กุมภาครั้งแรกของเธอ คือปีอะไร?
           
           3. ปีไหนบ้างที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน : 1900, 1972, 1956, 1946, 1992, 1886, 1420, 1600
           
           4. ปีนี้วันที่ 1 ม.ค.ตรงกับวันอังคาร ส่วนปีที่แล้ว 1 ม.ค.ตรงกับวันจันทร์ และก่อนหน้านั้น (ปี 2006) วันที่ 1 ม.ค.ตรงกับวันอาทิตย์ ลองทายดูแบบไม่เปิดปฏิทินว่า 1 ม.ค.ปีหน้า (2009) และวันที่ 1 ม.ค.2013 ตรงกับวันอะไรบ้าง?
           
           5. ปีปกติมี 365 วัน แต่ทุกๆ 4 ปีจะต้องเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วันเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ นั่นหมายความว่าโลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นานกว่า 365 วัน แท้จริงแล้วโลกใช้เวลานานแค่ไหนโคจรรอบดวงอาทิตย์?
           
           ... ดูเฉลยท้ายบทความ ...
           แต่จะอ่านคำอธิบายในย่อหน้าถัดๆ ไปก่อนก็ไม่เกี่ยง !!

           
           เราจะหาว่าปีไหนบ้างที่มีเดือนกุมภาได้ 29 วัน มีกฎง่ายๆ คือ
           
           ปีคริสตศักราชที่หารด้วย 4 ลงตัว
           (อย่างปีนี้ 2008)
           
           แต่ 99% ของกฎในสากลโลกต้องมีข้อยกเว้น..
           
    นั่นก็คือ ปีที่หารด้วย 100 ลงตัวไม่ต้องเพิ่มวันที่ 29 เข้าไป
           
    (อย่างปี 1900 และ 1800 ก็หารด้วย 4 ลงตัวและหารด้วย 100 ลงตัว ดังนั้นจึงไม่ต้องเพิ่มวันที่ 29 ลงไป)
           
           แต่นั่นหาใช่สิ้นสุดไม่...
           เพราะมีข้อยกเว้นของข้อยกเว้นบอกอีกว่า... แม้จะผ่านด่านหารด้วย 4 และ 100 ลงตัวแล้วก็ตาม แต่ถ้าปีนั้นเกิดหารด้วย 400 ลงตัว ให้กลับไปใช้หลักการแรกสุด นั่นคือ เพิ่มวันที่ 29 เข้าไปด้วย
           
    (อย่างปี 2000 และ 1600 หาร 4 ลงตัว, หาร 100 ก็ลงตัว ทว่ายังหารด้วย 400 ลงตัว ดังนั้นจึงเพิ่มวันที่ 29 ได้)
           
           เรื่องนี้มีคำอธิบาย...
           
           จากหลักการที่ว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบกินเวลา 365.242199 วัน หรือ 365 กับอีก ¼ วัน ซึ่งปีปกติที่มี 365 วันก็จะทำให้เวลาขาดไป ¼ วัน ดังนั้นจึงต้องทดไว้ เมื่อทดครบ 4 ปีก็จะได้เท่ากับ 1 วันพอดี จึงทำให้ต้องเพิ่ม 1 ปีมี 366 วันในทุกๆ 4 ปี
           
           ปีที่มีวันเพิ่มมานั้นเราเรียกกันว่า “อธิกสุรทิน” ซึ่งแปลว่า “วันเกิน” ขณะที่ฝรั่งใช้คำว่า “ลีป" (leap) ที่หมายถึงการกระโดดหรือข้าม (ซึ่งเรียกกันทั้ง ลีปเดย์-leap day ที่หมายถึงวันที่ 29 ก.พ. หรือ ลีปเยียร์-leap year ที่หมายถึงปีที่มีวันที่ 29 ก.พ.) และสัญญลักษณ์แห่งปีกระโดดที่พวกเขาใช้คือ "กบ"
           
           คราวนี้ถ้าทุกๆ 4 ปีมีวันเกินมา 1 วัน เมื่อถึง 400 ปีหรือครบ 100 รอบจะมีวันเกินไปอีก 3.104 วัน (เพราะ อีก 1 วันในทุกๆ 4 ปีเป็นเวลาโดยประมาณ) ดังนั้นในรอบทุกๆ 400 ปีจะต้องลดวันลงไป 3 วัน ก็เลยกำหนดให้ปีที่ครบร้อยแต่หาร 400 ไม่ลงตัว ไม่ต้องเพิ่มวันตามข้อยกเว้นที่กล่าวมา จึงจะเป็นการนับวันเวลาได้ใกล้เคียงกับวัฎจักรโลกและดวงอาทิตย์มากที่สุด
           
           อย่างไรก็ดี ด้วยหลักการนี้เมื่อครบรอบ 10,000 ปี วันในปฏิทินจะผิดจากความเป็นจริงไปอีก 3 วัน แต่อีกตั้งหมื่นปี...ปัญหานี้เลยค่อยคิด !!
           
           ** ข้อสังเกตที่น่าสนใจ **
           
           ปกติแล้ววันเริ่มปี หรือวันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะตกในวันไล่ติดกันไปในสัปดาห์ แต่ละปี อย่าง 1 ม.ค.ปีที่แล้วตรงกับวันจันทร์ ส่วน 1 ม.ค.ปีนี้ตรงกับวันอังคาร ซึ่งวัฎจักรปกติแล้ว 1 ม.ค.2009 จะต้องตรงกับวันพุธ
           
           ทว่าวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้ากลับตรงกับวันพฤหัสบดี เพราะวันที่ 29 ก.พ.ทำหน้าที่ขโมยซีนไปเสียแล้ว
           
           ดังนั้นการเริ่มต้นปีที่จะเรียงกันไปนั้น หากเป็นปีอธิกสุรทินมาคั่น วันเริ่มต้นของปีถัดไปก็จะเลื่อนไปอีก 1 วัน ตามตัวอย่าง
           
           1 มกราคม 2000 ตรงกับ วันเสาร์ (ปีอธิกสุรทิน)
           1 มกราคม 2001 ตรงกับ วันจันทร์
           1 มกราคม 2002 ตรงกับ วันอังคาร
           1 มกราคม 2003 ตรงกับ วันพุธ
           1 มกราคม 2004 ตรงกับ วันพฤหัสบดี (ปีอธิกสุรทิน)
           1 มกราคม 2005 ตรงกับ วันเสาร์
           1 มกราคม 2006 ตรงกับ วันอาทิตย์
           1 มกราคม 2007 ตรงกับ วันจันทร์
           
           เหล่านี้...คือกติกาและข้อสังเกตของการมีหรือไม่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ในแต่ละครั้ง ส่วนความเป็นมาของการเกิดวันที่ไม่เท่ากันในปฏิทินที่ใช้กันเป็นสากล และเกร็ดอื่นๆ เกี่ยวกับวันพิเศษนี้ สามารถติดตามได้จาก "ข่าวที่เกี่ยวข้อง" ด้านล่าง
           
           

           
           เฉลย : ถ้าอ่านคำอธิบายก็น่าจะรู้คำตอบ ^^
           
           1. 2012, 2016, 2020, 2024, 2028
           2. ถ้าพจมานเกิดก่อน 28 ก.พ. หรือเกิดวันที่ 29 ก.พ.เลย ก็จะพบกับ 29 ก.พ.ครั้งแรกในปี 1988 นั้น แต่ถ้าพจมานเกิดหลังจากนั้นก็จะพบกับ 29 ก.พ.ครั้งแรกในปี 1992
           3. 1972, 1956, 1992, 1420, 1600
           4. วันพฤหัสบดี และ วันอังคาร
           5. 365 วันกับอีก 6 ชั่วโมงโดยประมาณ (หรือ 365.242199 วัน)



    ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000025101
     
    February 23

    *** บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากUN ***


    Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an African Kid
     
    When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ
    When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
    When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
    When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ
    When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ
    And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ

    And you white fellow : และคุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
    When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
    When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
    When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
    When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
    When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
    When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
    And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา

    And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี??
     

    A beautiful story

    A beautiful story!
     This is beautiful...I just had to forward....Happy Reading!!!
     
     Two Choices:
     What would you do?....you make the choice. Don't look for a punch line,
     there isn't one. Read it anyway. My question is: Would you have made
     the same choice?
     
     At a fundraising dinner for a school that serves learning-disabled
     children, the father of one of the students delivered a speech that
     would never be forgotten by all who attended. After extolling the
     school and its dedicated staff, he offered a question: 'When not
     interfered with by outside influences, everything nature does is done
     with perfection. Yet my son, Shay, cannot learn things as other
     children do. He cannot understand things as other children do. Where is
     the natural order of things in my son?'
     
     The audience was stilled by the query.
     
     the father continued. 'I believe that when a child like Shay,
     physically and mentally handicapped comes into the world, an
     opportunity to realize true human nature presents itself, and it comes
     in the way other people treat that child.'
     
     Then he told the following story:
     
     Shay and his father had walked past a park where some boys Shay knew
     were playing baseball. Shay asked, 'Do you think they'll let me play?'
     Shay's father knew that most of the boys would not want someone like
     Shay on their team, but the father also understood that if his son were
     allowed to play, it would give him a much-needed sense of belonging and
     some confidence to be accepted by others in spite of his handicaps.
     
     Shay's father approached one of the boys on the field and asked (not
     expecting much) if Shay could play. The boy looked around for guidance
     and said, 'We're losing by six runs and the game is in the eighth
     inning. I guess he can be on our team and we'll try to put him in to
     bat in the ninth inning.'
     
     Shay struggled over to the team's bench and, with a broad smile, put on
     a team shirt. His Father watched with a small tear in his eye and
     warmth in his heart. The boys saw the father's joy at his son being
     accepted. In the bottom of the eighth inning, Shay's team scored a few
     runs but was still behind by three. In the top of the ninth inning,
     Shay put on a glove and played in the right field. Even though no hits
     came his way, he was obviously ecstatic just to be in the game and on
     the field, grinning from ear to ear as his father waved to him from the
     stands. In the bottom of the ninth inning, Shay's team scored again.
     Now, with two outs and the bases loaded, the potential winning run was
     on base and Shay was scheduled to be next at bat.
     
     At this juncture, do they let Shay bat and give away their chance to
     win the game? Surprisingly, Shay was given the bat. Everyone kne w that
     a hit was all but impossible because Shay didn't even know how to hold
     the bat properly, much less connect with the ball.
     
     However, as Shay stepped up to the plate, the pitcher, recognizing that
     the other team was putting winning aside for this moment in Shay's
     life, moved in a few steps to lob the ball in softly so Shay could at
     least make contact. The first pitch came and Shay swung clumsily and
     missed. The pitcher again took a few steps forward to toss the ball
     softly towards Shay. As the pitch came in, Shay swung at the ball and
     hit a slow ground ball right back to the pitcher.
     
     The game would now be over. The pitcher picked up the soft grounder and
     could have easily thrown the ball to the first baseman. Shay would have
     been out and that would have been the end of the game.
     
     Instead, the pitcher threw the ball right over the first base man's
     head, out of reach of all team mates. Everyone from the stands and both
     teams started yelling, 'Shay , run to first! Run to first!' Never in
     his life had Shay ever run that far, but he made it to first base. He
     scampered down the baseline, wide-eyed and startled.
     
     Everyone yelled, 'Run to second, run to second!' Catching his breath,
     Shay awkwardly ran towards second, gleaming and struggling to make it
     to the base. By the time Shay rounded towards second base, the right
     fielder had the ball ... the smallest guy on their team who now had his
     first chance to be the hero for his team. He could have thrown the ball
     to the second-baseman for the tag, but he understood the pitchers
     intentions so he, too, intentionally threw the ball high and far over
     the third-base man's head. Shay ran toward third base deliriously as
     the runners ahead of him circled the bases toward home.
     
     All were screaming, 'Shay, Shay, Shay, all the Way Shay'
     
     Shay reached third base because the opposing shortstop ran to help him
     by turning him in the direction of third base, and shouted, 'Run to
     third! Shay, run to third!'
     
     As Shay rounded third, the boys from both teams, and the spectators,
     were on their feet screaming, 'Shay, run home! Run home!' Shay ran to
     home, stepped on the plate, and was cheered as the hero who hit the
     grand slam and won the game for his team.
     
     'That day', said the father softly with tears now rolling down his
     face, 'the boys from both teams helped bring a piece of true love and
     humanity into this world'.
     
     Shay didn't make it to another summer. He died that winter, having
     never forgotten being the hero and making his father so happy, and
     coming home and seeing his Mother tearfully embrace her little hero of
     the day!
     
     AND NOW A LITTLE FOOTNOTE TO THIS STORY: We all send thousands of jokes
     through the e-mail without a second thought, but when it comes to
     sending messages about life choices, people hesitate. The crude,
     vulgar, and often obscene pass freely through cyber space, but public
     discussion about decency is too often suppressed in our schools and
     workplaces.
     
     If you're thinking about forwarding this message, chances are that
     you're probably sorting out the people in your address book who aren't
     the 'appropriate' ones to receive this type of message. Well, the
     person who sent you this believes that we all can make a difference. We
     all have thousands of opportunities every single day to help realize
     the 'natural order of things.' So many seemingly trivial interactions
     between two people present us with a choice: Do we pass along a little
     spark of love and humanity or do we pass up those opportunities and
     leave the world a little bit colder in the process?
     
    From: Forward mail.
    October 20

    เคียงไหล่ลูกน้อง

     มหาเศรษฐี ชิน โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ เคยกล่าวว่า "ต้องทำงานด้วยหลักความซื่อสัตย์ ขยัน อดทนและกตัญญูรู้คุณคน โดยเฉพาะกับลูกน้อง ต้องดูแลเขาให้ดีทั้งในยามสุขและทุกข์ เพราะถ้าไม่มี
     เขา เราก็อยู่ไม่ได้"
     ในโลกธุรกิจ เงินทุนไม่สำคัญเท่าคน องค์กรที่ประสบความสำเร็จล้วนเกิดจากการรู้จักใช้และดูแลทรัพยากรบุคคล
     
     พูดง่ายๆ คือนอกจากจะต้องใช้คนให้ถูกงานแล้ว ยังต้อง 'แฟร์' กับลูกน้อง ไม่ใช่ได้ดีแล้วลืมคุณคนที่ช่วยเราให้โตขึ้นมาได้
     
     น่าเสียดายที่องค์กรจำนวนมากไม่เคยสนใจสวัสดิการของพนักงาน มองลูกน้องเป็น 'ลูกจ้าง' มากกว่า 'หุ้นส่วน' ผลก็คือหาความซื่อสัตย์ต่อองค์กรยากขึ้นทุกที หนีได้เมื่อไรก็หนีเมื่อนั้น
     
     เจ้านายบางคนเอ่ยทันทีที่ได้ยินว่าลูกน้องโทรศัพท์มาลาป่วยว่า "ทำไมคุณป่วยบ่อยนักวะ" หรือ "คุณป่วยการเมืองแน่ๆ เลย" หรือ "รู้ไหม คุณไม่มาบริษัทเสียหายหลายแสน" ลูกน้องที่ป่วยทางกายจริงได้ยินเข้าก็คงเกิดอาการป่วยทางใจไปด้วย แต่หากเจ้านายบอกว่า " ไม่เป็นไร ไม่สบายก็นอนพักนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน พักผ่อนให้เต็มที่ เอาใจช่วยนะ" อย่างนี้ถึงลูกน้องจะแกล้งป่วย ก็คงอาย เลิกนิสัยหนีงานแบบนี้
     
     ในโลกของหมากรุก นักเล่นหมากรุกที่เก่งไม่ได้วัดกันที่ชัยชนะ แต่ที่วิธีการเล่น ผู้ชนะที่ตอนท้ายเหลือแต่ตัวเองยืนโด่เด่หัวเดียวกระเทียมลีบจัดว่าเก่งก็จริง แต่ผู้ชนะที่ตอนท้ายเกมเหลือไพร่พลขุนทหารรายล้อม
     ตัวเอง ถือว่าเยี่ยมกว่า ทั้งนี้เพราะชีวิตของเบี้ยแต่ละตัวสำคัญไม่แพ้ชีวิตของม้า หรือขุนศึก ไม่มีลูกน้องก็ไม่มีเจ้านาย
     
     ทุกองค์กรเป็นการรวมกันขององค์ประกอบย่อย ฟันเฟืองแต่ละชิ้นมีความสำคัญ ความเข้าใจนี้เป็นคุณสมบัติแรกของคนที่เป็นเจ้านาย น่าเสียดายที่ไม่ใช่เจ้านายทุกคนยอมรับ เพราะเจ้านายในโลกนี้มีสองแบบ :
     Boss กับ Leader
     
     Leader เป็น Boss ก็จริง แต่ Boss อาจไม่มีคุณสมบัติเป็น Leader
     
     Boss สั่งแต่ไม่สอนลูกน้อง Leader สั่งและสอนลูกน้อง
     
     Boss สร้างความกลัว Leader สร้างความเชื่อมั่น
     
     Boss ใช้แต่ 'พระเดช ' อย่างเดียว Leader ใช้ 'พระเดช' และ 'พระคุณ'
     
     Boss รู้หมดทุกอย่าง Leader ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้หมด
     
     ประธานาธิบดีเคนเนดี้เตรียมสุนทรพจน์ที่จะกล่าวในเมืองดัลลัสในวันที่เขาถูกลอบสังหารว่า
     "ความเป็นผู้นำและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกันและกัน "
     
     ลี ไอเอคอคคา ซีอีโอแห่งบริษัทไครสเลอร์ ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในโลกธุรกิจกล่าวว่า
     "หลักการบริหารไม่มีอะไรมากไปกว่าการกระตุ้นให้กำลังใจคนอื่น"
     
     ลูกน้องจะทำงานแบบ "สู้ตายค่ะ" ก็ต่อเมื่อเจ้านายยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ใช่สั่งงานอย่างเดียว จนลูกน้องแอบชมลับหลังว่า "เจ้านายของเรานี้ดีนะ - ดีแต่สั่ง"
     
     การบริหารในยุคใหม่จึงนิยมเป็นแบบราบมากกว่าแบบดิ่ง
     
     ทรัพยากรของแต่ละองค์กรไม่เท่ากัน แต่ทรัพยากรมากแค่ไหนก็สู้การมีลูกน้องที่ยอม " สู้ตายค่ะ" ไม่ได้
    ที่มา: จาก forward mail
    March 22

    โรคAttention Deficit Trait ( ADT )

     
    ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของMultitaskingหรือไม่ครับ?คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
    ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
    แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะMultitaskingนั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียกAttention Deficit TraitหรือADTโรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
    ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่?
     
    ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสารHarvard Business Reviewฉบับเดือนมกราคม2548ในบทความชื่อWhy Smart People UnderperformเขียนโดยEdward M. Hallowellซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชา­ในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการAttention Deficit DisorderหรือADDมากว่า25ปี และ โรคADDนี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
    ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ให­่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็นAttention Deficit TraitหรือADTโดยสาเหตุของADTจะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ADTนั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก

    ผู้ที่เป็นโรคADTนั้น มักจะมีอา การสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปั­หาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized)การจัดลำดับความสำคั­ และการบริหารเวลา
    โรคADTนี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคั­ของโรคADTเพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว
     
    การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused)แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปั­หาอะไรเกิดขึ้น
    ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรคADTจะก่อให้เกิดปั­หาอะไรขึ้น?ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสู­เสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปั­หาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
    โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคั­อย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคั­ของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)
    ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู" เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
     
    ***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรคADTกันบ้างไหมครับ ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็นADTเนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรคADTที่ต่างกัน (เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)***
     
     โดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์   pasu@acc.chula.ac.th

    อยู่อย่างไรเมื่อเกิดวิกฤตศรัทราในตัวเจ้านาย

    โดย ถนอมจิต คงจิตต์งาม

    1 วันมี 24 ชั่วโมง
    แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือน ต้องบอกว่า เกือบ 24 ชั่วโมงนั้นยกให้ที่ทำงาน ยิ่งถ้านับเวลาเดินทางเข้าไปด้วย ต้องใช้เวลาอยู่กับที่ทำงานมากกว่าครอบครัวเสียอีก

    ถึงจะเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจเป็นที่สุด แต่เช้าขึ้นมาก็ต้องตะเกียกตะกายออกไปทำงาน เพราะขืนไปไม่ทัน เดี๋ยวโดนไล่ออกได้

    บางคนพ่อแม่จะตายยังต้องภาวนาให้ประวิงเวลาสิ้นลมไว้ก่อนเพราะยังทำงานให้บริษัทไม่เสร็จ
     
    คนที่โชคดีที่สุดในยุคนี้คือ ได้อยู่ในที่ทำงานที่แวดล้อมด้วยตัวการงานที่พอใจ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีเจ้านายที่มีคุณสมบัติให้ลูกน้องรักใคร่ศรัทธา
    คืออยู่ในที่ทำงานแล้วมีความสุข

    ในที่ทำงาน"เจ้านาย"เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามาอยากทำงานหรือไม่ เพราะเป็นผู้มีอิทธิพลที่ดลบันดาล
    ให้สถานที่ทำงานอันใหญ่โตหรูหรากลายเป็นโรงงานนรกและสามารถแปรเปลี่ยนลูกน้องให้มีสภาพเป็นทาสได้ภายในพริบตา
     
    ดิฉันได้ฟังเรื่องราวประเภทลูกน้องนินทานายมาโดยตลอด
    เป็นการพาดพิงแบบครบรส มีทั้งชื่นชม ชิงชัง ออกแนวขบขัน ผสมขมขื่น มากน้อยต่างกันไปตามแต่ละองค์กร
     
    น้องๆ ในแวดวงสื่อมวลชนแอบนินทาหัวหน้าข่าวว่าไม่เคยสั่งงาน ไม่เคยอ่านข่าวฉบับอื่น มาสายเป็นประจำ
    ไม่เคยรู้เลยว่าชาวบ้านเขาไปถึงไหนกันแล้ว ไม่เคยช่วยพัฒนาทั้งงานเขียน ทั้งตัวนักข่าว
    ไม่เคยสนใจว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เดือดร้อนเพราะการเขียนข่าวแบบเอามันส์ของหัวหน้า

    เพื่อน ๆ พี่ ในแวดวงข้าราชการสุดเซ็งกับเจ้านายที่ได้ตำแหน่งมาเพราะมีคุณสมบัติแค่อาวุโส
    เข้าทำนอง แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน อยู่ในวังวนของความเฉื่อยชา เชื่องช้า แล้วเรียกตัวเอง ว่าเป็นคนสุขุม
    ไปประชุมที่ไหน ลูกน้องแทบจะเอาปี๊บคลุมหัว อับอายวิสัยทัศน์แต่ละอย่างที่เอ่ยเอื้อนออกมา
    นั่งเป็นหลับ ขยับเป็นกิน
     
    ส่วนความยุติธรรมไม่ต้องพูดถึง เกิดมาไม่เคยรู้จัก รู้แต่รักใคร ชอบใคร ดีจริงหรือไม่ไม่สำคัญ เลื่อนขั้นให้ไว้ก่อน
     
    ส่วนพวกภาคเอกชนก็ยอมน้อยหน้า เอาแต่ดัชนีเคพีไอขึ้นสมองคิดแต่ตัวเลขขาดทุน กำไร มองเห็นคนเป็นแค่เครื่องจักรปั๊มเงิน
    ไม่เคยเรียนรู้คำอื่นนอกจากการตั้งคำถามไล่บี้ลูกน้องว่าทำไม ทำไม แต่ไม่เคยถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน
    ออกกฎกติกามารยาทนับร้อยนับพันข้อให้ปฎิบัติราวกับอยู่กันในยุคที่มนุษย์ยังใช้หัวคิดเองไม่เป็น
    มาสายเพราะน้ำท่วมซอย กินข้าวเที่ยงกลับช้าไม่กี่นาทีถูกตัดเงินแต่พอถึงปีบอกโบนัสคิดไม่ทัน

    ส่วนเงินเดือนเศรษฐกิจไม่ดีปีนี้ให้รอก่อน
    บริษัทจน ผู้บริหารรวยเอา รวยเอาถอยป้ายแดงเป็นว่าเล่น
    ลูกน้องบริษัทประเภทนี้เลยมีบุคลิกเหมือนกันคือต้องแลบลิ้นเลียปาก อาศัยน้ำลายช่วยป้องกันเหงือกแห้ง ปากแห้ง
     
    ในบรรดาประเภทที่ว่ามา มนุษย์เงินเดือนสรุปกันว่ายังไม่ร้ายเท่ากับเจ้านายที่เห็นลูกน้องเป็นคู่แข่งของตัวเอง
     
    สมัยโบราณเมื่อมีการทำศึก แม่ทัพก็ต้องมีขุนพลคู่ใจที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ คือต้องเก่งกาจชนิดหาจับยาก
    รบร้อยครั้งถึงจะชนะร้อยครั้ง
    รู้ว่ามีนักปราชญ์ราชบัณฑิต คนดี มีปัญญาอยู่ที่ไหน จะต้องส่งเทียบเชิญมาไว้เป็นที่ปรึกษา
    จะได้ไม่ต้องไปตั้งต้นเรียนด้วยตนเองทุกเรื่อง แค่รู้จักใช้คนให้เป็นก็เพียงพอแล้ว
     
    โลกเปลี่ยนไป วิธีคิดของคนกับผู้ใต้บังคับบัญชาก็เปลี่ยนไปด้วย
    ให้สังเกตดูว่าเจ้านายสมัยนี้มีหน้าที่หลักอยู่ 2 อย่างคือคอยจับผิดกับคอยโยนความผิดให้ลูกน้อง
     
    มีลูกน้องเก่งๆ ระดับดอกเตอร์ชั้นหัวกะทิกลับกลัวจะดังกว่าคอยนั่งจับผิด ไปไหนทำอะไร ขอดูตารางเวลาให้ละเอียด
    จะพูดอะไรที่ไหนห้ามเด็ดขาด กลัวพูดแล้วดีกว่าเดี๋ยวเข้าตากรรมการมากกว่า
    แทนที่จะเรียนรู้วิธีสร้างต้นรักให้ลูกน้องจงรักภักดี
    ยอมเอาความรู้ที่มีมาทำงานให้ตัวเอง มัวแต่เอาเวลาไปคอยจับผิด เข้าทำนองเห็นลูกน้องนั่งอ่านหนังสือพิมพ์
    ส่งเอ็มเอสเอ็นก็หาว่าอู้งาน แทนที่จะคิดว่าเขาฉลาดรู้จักเรียนรู้โลกภายนอก รู้จักใช้การสื่อสารที่ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา
    แทนที่จะคิดทางบวกจะใช้เขาให้เหมาะกับงานอย่างไร กลับใช้อำนาจวาสนาบารมีคอยเหยียบย่ำทำลายให้ย่อยยับ

    ในชีวิตแต่ละคนล้วนต้องมีลูกน้องทั้งนั้น จะเป็นยาม เป็นภารโรงก็ยังต้องมีผู้ช่วยในสังกัดซึ่งคือลูกน้อง
    การเป็นเจ้านายให้เป็นจึงต้องอาศัยทั้งศาสตร์คือ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองเป็นเพื่อให้ลูกน้องยอมรับ
    ในความรู้ และมีศิลปะในการผูกใจลูกน้อง
     
    "นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้"  ฉันใดก็ฉันนั้น
    ผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จต้องมีทีมงานเบื้องหลังที่เป็นกระบี่มือหนึ่งในแต่ละสาขา ถึงจะทำอะไรได้สำเร็จ

    ใจต้องซื้อด้วยใจ ใจต้องแลกด้วยใจเท่านั้น เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียงที่หาให้นั้นได้มาก็ดีแต่ดีที่สุดคือต้องให้ได้ใจ
     
    ดิฉันโชคดีได้ทำงานใกล้ชิด คนที่มีวุฒิภาวะเพียงพอเลยมีโอกาสได้เห็นตัวอย่างดีดี ได้วิธีคิดที่ไม่มีสอนใน
    ตำรามากมาย เช่น เมื่อมีข้อผิดพลาดในองค์กร คนแรกที่ต้องผิดคือเจ้านาย ถ้าเป็นภาคเอกชน ภาคธุรกิจ
    เจ้าของคือคนแรกที่ผิด
     

    เรื่องแปลกๆ ของผู้หญิงรอบโลก


    ผู้หญิงคูเวต
    สาวไหนแต่งงาน จะได้เงินสดเป็นของขวัญจากกษัตริย์
    เพราะว่ากษัตริย์ของคูเวตรวยมากจนไม่รู้จะใช้ยังไงโดยจะมอบเงินให้แก่คู่สมรสใหม่ทุกคู่ด้วยเงิน
    12,000ดอลลาร์ป็นของขวัญ

    ผู้หญิงฝรั่งเศส
    พวกเธอลาพักร้อนได้ 5 อาทิตย์ต่อปี แถมพวกเธอยังได้ทำงานเพียง 35
    ชั่วโมงต่อ 1อาทิตย์เท่านั้น

    ผู้หญิงบราซิล
    พวกเธอเห็นว่าการที่มีหุ่นดี
    สำคัญกว่าการแต่งงานและทุ่มงินไปกับการดูแลหุ่นให้สวยเนี๊ยบ

    ผู้หญิงคิวบา
    พวกเธอมีสถิติการทำแท้งประมาณ 4 ครั้งก่อนอายุ 30
    ประเทศนี้มีเปอร์เซนต์การหย่าร้างมากถึง 70%
    แถมที่ประเทศนี้มีการทำแท้งได้ฟรีอีกด้วย!! (ไม่น่ามีเล๊ย
    บาปกรรมจิงๆ)

    ผู้หญิงแม็กซิโก
    พวกเธอช๊อปปิ้ง 2
    ชั่วโมงทุกครั้งที่พักกลางวันผู้หญิงที่นี่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
    พวกเธอจะเข้าร้านเสริมสวยกันเป็นว่าเล่น ชอบการสังสรรค์
    และไปช๊อปปิ้งระหว่างพักกลางวัน 2 ชั่วโมง

    ผู้หญิงอิรัก
    เกือบทุกคนที่ใช้ปืนเป็น(เราไม่ได้หมายถึงปืนสั้นอันเล็ก
    ๆแต่เป็นปืนกลขนาดใหญ่ต่างหากล่ะ)

    ผู้หญิงบังกลาเทศ
    เธอจะถูกสาดด้วยน้ำกรด ถ้าเธอปฏิเสธผู้ชาย
    ในหนึ่งปีมีการแจ้งความถึงการถูกสาดน้ำกรดมากถึง
    180-200รายเมื่อพวกเธอปฏิเสธที่จะร่วมรักด้วย
    เขาจะแก้แค้นด้วยการสาดน้ำกรดเพื่อให้เธอเสียโฉม (แหมทำไปได้)

    ผู้หญิงซูดาน
    เด็กผู้หญิงที่นี่จะถูกขลิบอวัยวะเพศ
    โดยไม่ใช้ยาสลบเป็นความเชื่อและประเพณีที่น่าตกใจมาก
    82%ของผู้หญิงที่นี่จะถูกขลิบตั้งแต่เด็ก
    แม้จะมีการออกกฤหมายห้ามแล้วก็ตาม

    ผู้หญิงจอร์แดน
    ถูกฆ่าจากครอบครัวตัวเองถ้าสงสัยว่ามีชู้ ทุกปีผู้หญิงจอร์แดนประมาณ
    25 คนจะถูกฆ่าตายโดยพี่ชาย น้องชาย
    พ่อของตัวเองเหตุผลก็เพราะว่าสงสัยว่าเธอจะมีชู้กับชายอื่นที่ไม่ได้แต่งงานด้วยจึงถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับพวกผู้ชายในครอบครัว
    (แย่จังมีแต่พี่น้องจะปกป้องแต่กลับฆ่ากันซะงั้น)


    ผู้หญิงไทย
    ร้อยละ 25 ผ่านการเป็นผู้ชายมาก่อน
    ร้อยละ 15 หาสามีไม่ได้

    คอ อา นอ คาน

    มีคานหนึ่งสวยสง่าเปี่ยมรา ศรี

    อันทางขึ้นนั้นเดินง่าย สบาย ดี

    แต่ โทษ ที ขาลงยากกกกกก ลำบากลำ บน

     

    ต้นกำเนิด เกิดจากสาวนาง หนึ่ง

    สวยสุดซึ้งสวยกว่าน้องน้ำ ฝน

    เป็นลูกสาวเศรษฐีประจำ ตำบล

    ชราชน หนุ่มน้อยใหญ่ต่าง หมายปอง

     

    ท่านเศรษฐี องอาจประกาศ ว่า

    อันลูกข้าหนึ่งนี้ไม่มี สอง

    หากแม้นใครอยากได้ไปคุ้ม ครอง

    อย่างน้อยต้องทองล้านชั่ง นี่ (ราคา) กันเอง

     

    ...แต่ลูก สาวเศรษฐีมีคนรัก

    ยากจนนักจนยิ่งกว่าจะหา ไหน

    โอ้ชาตินี้มีกรรมหนักขอ พัก ใจ

    แค้นบรรลัย ต้องลาไกลไปขุด ทอง

     

    หายไปร่วมสามสิบปี มีทอง หลาย

    ข่าวจากสายสมใจ ให้คลาย หมอง

    ว่าน้องนั้น ยังดีอยู่ไร้ คู่ครอง

    อยู่ไม่ได้จำรีบต้องไปจอง เธอ

     

    บอกว่าที่ พ่อตา มาแล้ว ครับ

    มาพร้อมกับทองตามข้อ พ่อ เสนอ

    อยู่ที่ไหนหวาน ใจ I WANT TO SEE HER

    พ่อบอกเออ!!!อยู่ข้างใน เข้าไปเลย

     

    แสนดีใจได้จะพบประสบ หน้า

    ร้องถามป้า(ที่นั่ง อยู่)

    ป้าบอกว่าก็ตัวฉันเองนี่ ยังไง

    จำน้องน้อยไม่ได้น้อยใจ นัก

     

    เจ้าหนุ่มจ้องมองดูอยู่ไม่ นาน

    แสนดีใจประมาณว่าน้ำตาไหล หนัก

    หัวใจเต้นระรัว ตัวเริ่ม ชัก

    ดิ้นสักพักแล้วก็จากโลกนี้ ไป

     

    ทองที่ขนมามากมายทำไง ดี

    สาวจึงมีโครงการทำงาน ใหญ่

    สร้างเป็นคาน ไว้นั่งฟัง เพลงไทย

    จนหล่อนตายจึงทิ้งไว้ เป็น ชาติ พลี

     

    คานนี้ขึ้นไปแล้วจะติดใจ อยู่ได้นาน

    จะเบิกบานเปี่ยมสง่าและ รา ศรี

    ไร้ปัญหาไร้บุตรธิดา ( และ) ไร้สามี

    ของดีๆ อย่างนี้ ต้องแนะ นำ

    February 28

    หลักเกณฑ์การเลือกที่ทำงานแบบมืออาชีพ

    หลักเกณฑ์การเลือกที่ทำงานแบบมืออาชีพ
     
              ในการเลือกที่ทำงานแบบมืออาชีพ เป็นความรู้สำหรับคนที่กำลังคิดจะเปลี่ยนงาน และเพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่เพิ่งจะก้าวออกจากรั้วสถาบันการศึกษา เพราะในปัจจุบันนี้ทางเลือกของคนหางานมีมากพอๆ กับบริษัทที่ต้องการจ้างเหมือนกัน ดังนั้นถ้าคิดจะไปสมัครงานที่ไหนสักแห่ง ก็ต้องพิจารณาเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับ บริษัทหรือแหล่งงานนั้นให้มากยิ่งขึ้น (เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดี ต่อการทำงานในอนาคตของคุณ) โดยอาจจะแบ่งออกเป็นประเด็นย่อยๆ ดังต่อไปนี้
     
              1. ชื่อเสียงและความมั่นคงของบริษัท
              ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่ผู้สมัครต้องคำนึงถึงให้มาก ความมั่นคงอาจจะดูได้ จากปัจจัยหลายประการ เช่น ผลกำไรของบริษัท เงินลงทุนหรือเงินหมุนเวียน ซึ่งผู้สมัครอาจตรวจดูได้ จากรายงานประจำปีของบริษัท แต่ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ ผู้สมัครอาจต้องดูสิ่งอื่นประกอบ แต่มีข้อควรระวังคือ อย่าให้ความสำคัญ กับวัตถุหรืออาคารสถานที่มากนัก เพราะบริษัทใหญ่ๆ ก็อาจล้มได้ (มีตัวอย่างให้เห็นมามากแล้วถ้าคุณไม่ตกข่าว)
     
              2. สวัสดิการและรายได้
              บางบริษัทมีแต่เงินเดือน บางแห่งก็มีเบี้ยเลี้ยงเงินพิเศษ ชนิดต่างๆ ให้ และบางแห่งก็มี สวัสดิการดีแต่เงินเดือนน้อย ผู้สมัครต้องเปรียบเทียบดูว่า สิ่งไหนที่ผู้สมัครต้องการในแต่ละบริษัท และตัดสินใจว่า ผู้สมัครควรสมัครงานในบริษัทไหนดี
     
              3. สิ่งแวดล้อมในการทำงาน
              สิ่งแวดล้อมในการทำงานนั้น มีผลต่อสภาพจิตของผู้ปฏิบัติงานมาก ที่ทำงานบางแห่งมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้(อย่างเสียไม่ได้) ให้ ในขณะที่บางแห่งมีเครื่องไม้เครื่องมือ ความสะดวกมีครบครัน ทั้งน้ำร้อน น้ำชา กาแฟ เครื่องปรับอากาศ ผู้สมัครต้องพิจารณาดูว่า สิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของผู้สมัครเพียงใด
     
              4. บรรยากาศของการทำงาน
              ถ้าผู้สมัครกำลังอยู่ในภาวะอยากเปลี่ยนงาน เพราะไม่พอใจกับบรรยากาศการทำงาน ของที่ทำงานเดิม ผู้สมัครคงจะไม่ต้องการ ที่จะพบสภาพเดิมในที่ทำงานใหม่ที่หมายตาไว้ เพราะฉะนั้น ก่อนไปสมัครต้องสืบให้รู้ว่า บรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร ก่อนเข้าไปทำงานในบริษัทนั้น ที่สำคัญอย่าให้เกิดเหตุการณ์ แบบหนีเสือปะจระเข้ก็แล้วกัน
     
              5. ค่านิยมและเป้าหมายในการทำงาน
              ผู้สมัครควรดูว่า ค่านิยมของบริษัทที่เขายึดถือนั้น ตรงกับค่านิยมและสิ่งที่ผู้สมัครยึดถือหรือไม่ เพราะในการทำงานถ้าความคิด และทัศนคติไม่ตรงกัน หรือไม่ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว บรรยากาศในการทำงานคงจะไม่ดีแน่ จริงมั้ย!
     
              6. ความก้าวหน้า
              ทุกคนที่ทำงานต้องหวังความก้าวหน้ากันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากย่ำเท้าอยู่กับที่ และผู้สมัครอย่าคิดเพียงว่า ให้เขารับไว้ก่อนส่วนเรื่องความก้าวหน้าจะมีหรือไม่นั้นยังไม่ต้องคิด โปรดอย่าคิดเช่นนั้นเชียวนะคะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่คุณอยากจะโตขึ้นมาแล้ว บริษัทนั้นไม่สนับสนุน คุณจะโทษใครได้นอกจากตัวคุณเอง
     
              7. ระยะทางในการเดินทาง
              หากไกลหรือลำบากจนเกินไป ก็จะทำให้มีปัญหาต่อการปฏิบัติงานได้ เช่น ไปทำงานสายบ่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เหน็ดเหนื่อยก่อนที่จะถึงที่ทำงาน ไม่สามารถจะไปทำงานได้เต็มที่ เป็นต้น
     
              ทั้งเจ็ดข้อที่กล่าวมานี้ อยากให้ผู้สมัครงานทุกคนพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เดินเข้าไปสมัครงาน เพราะคุณเลือกอะไรไปคุณก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา
     
    February 21

    จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ 4 รุ่น

     ที่มา: http://www.thaitopic.com/mag/soc/dome03.htm
     
     จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ 4 รุ่น
     เกษียร เตชะพีระ
     มติชนรายวัน : 22 ธค 44
     --------------------------------------------------------------------------------
     
     เทอมที่แล้ว ผมตั้งโจทย์ข้อสอบไล่ข้อหนึ่งแบบบอกล่วงหน้าให้นักศึกษาวิชา ร.321
     การเมืองการปกครองของไทย ราว 100 คน
     ไปค้นคว้าเรียบเรียงมาเขียนตอบในห้องสอบว่า-
     
     จงเขียนบทสนทนาสมมุติขึ้นระหว่างบุคคล 4 คน
     ผู้เกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในประเด็น จิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์
     และ อนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน 15-20 ปีข้างหน้า.....บุคคลทั้ง 4 ได้แก่-
     ก) ผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ข) ศิษย์เก่า ม.ธ.ก. กุหลาบ สายประดิษฐ์ ค)
     อธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ง) ให้นักศึกษาเลือกสมมุติเองว่าบุคคลที่ 4
     จะเป็นใคร?.....
     
     ในบรรดาคำตอบทั้งหลาย มีฉบับหนึ่งของนักศึกษาปีสี่เลขทะเบียน 4104612959
     เขียนได้คมคายน่าคิด ช่วยสะท้อนสภาพและชีวทัศน์ของนักศึกษายุคปัจจุบัน
     จึงขออนุญาตคัดตัดต่อบางตอนมาเป็นกำนัลท่านผู้อ่านโดยเฉพาะชาวธรรมศาสตร์ทั้งอดีตและปัจจุบันดังนี้
     : -
     
     "วันนี้ผมก็เข้ามาเรียนในธรรมศาสตร์เหมือนอย่างเคยทุกวัน ... ผ่านมาจะครบ 4 ปี
     ผมก็ยังรู้สึกว่าผมยังไม่ได้เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์จริงๆ สักที ผมไม่เคยรู้จัก
     ม.ธ.ก. และความเป็นมา ผมไม่ซาบซึ้งกับคำที่พวกเขาพร่ำกล่าวว่า
     'จิตวิญญาณธรรมศาสตร์' นั้นมันเป็นอย่างไร
     จนกระทั่ง...คืนนั้นผมเก็บเอาบทเรียนในชั้นไปฝันต่อ...
     
     ณ คอมมอนรูมคณะเศรษฐศาสตร์ที่โต๊ะริมน้ำที่ผมชอบนั่งดูท้องฟ้า สายน้ำ
     แต่วันนี้ที่โต๊ะตัวนั้นมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่
     
     นักศึกษา : สวัสดีครับ... รอใครอยู่หรือเปล่าครับ?
     
     ผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ : ฉันกำลังรอเธออยู่ มาสิ มาคุยกัน
     
     นักศึกษา : ท่านเป็นใครหรือครับ ผมไม่เห็นรู้จัก?
     
     ปรีดี : ฉันเติบโตในระหว่างสงครามโลกสองครั้ง ในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันมาก
     ระบบทุนนิยมแพร่หลายและก็พังทลายพร้อมๆ กัน
     ฉันไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและได้รับเอาแนวคิดประชาธิปไตยมาทำการอภิวัฒน์เมื่อปี
     2475
     
     นักศึกษา : งั้นท่านก็คือปรีดี พนมยงค์
     ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองสิครับ แต่เอ!
     ช่วงนั้นที่ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศ ทำไมไม่พัฒนาแต่เศรษฐกิจ แต่มาตั้ง ม.ธ.ก.
     ล่ะครับ?
     
     ปรีดี : ก็ฉันรู้น่ะสิว่าถ้าปล่อยให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยทั้งๆ
     ที่คนของเรายังไม่รู้ประสีประสาวิชาการเมือง คนที่รู้เรื่องมีแต่คนชั้นสูงแล้ว
     ประชาธิปไตยของเราจะอยู่ไปได้อย่างไร ฉันก็เลยตั้ง ม.ธ.ก.
     ขึ้นเพื่อให้เป็นตลาดวิชาแก่คนที่ใคร่กระหายอยากเรียน ม.ธ.ก.
     สมัยนั้นน่ะใครอยากเรียนก็ได้เรียน ไม่จำกัดอายุ เพศ ถิ่นที่อยู่
     สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะไม่ว่าเป็นใครก็มาตักน้ำในบ่อแห่งความรู้ที่
     ม.ธ.ก. นี้กันได้ทุกคน
     
     นักศึกษา : อย่างนี้คนก็เข้ามาสมัครเยอะแยะ แล้วมีคนจบมากไหมครับ?
     
     ปรีดี : ในช่วงแรกมีคนสมัครเป็นหมื่น แต่จบกันปีละไม่กี่ร้อยคนเอง
     แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าสิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่นักวิชาการดีเด่นอะไร
     เพียงแค่ให้ประชาชนมีสิทธิมีโอกาสเท่าเทียมกันก็พอแล้ว
     เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในสมัยนั้นน่ะเป็นเหมือนบ่อน้ำแก้กระหายให้กับทุกคน
     ใครอยากจะมาดื่มมาอาบก็ได้
     
     อ้าว คุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มานั่งคุยกันก่อนสิ
     นี่น่ะพ่อหนุ่มคนนี้ช่างซักซะจริง เขาอยากรู้ว่า ม.ธ.ก.
     ในสมัยของพวกเราน่ะเป็นอย่างไร
     
     นักศึกษา : ครับ คุณตากุหลาบ ผมเคยอ่านงานของคุณตาเรื่อง 'ดูนักศึกษา ม.ธ.ก.
     ด้วยแว่นขาว' เจอประโยคที่ว่า 'ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา
     เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย' มันหมายถึงอะไรหรือครับ?
     
     ศิษย์เก่า ม.ธ.ก. กุหลาบ สายประดิษฐ์ : อ้อ
     ก็ตอนนั้นนะธรรมศาสตร์ของเธอน่ะกำลังมีไฟ ชอบทำกิจกรรมโน่นนี่อยู่เรื่อยๆ
     เดี๋ยวก็ไปประท้วงสงครามเกาหลี ไปคัดค้านรัฐบาล เดี๋ยวก็ร่วมกับชาวนา
     กรรมกรมาเรียกร้องไงล่ะ
     ก็เพราะธรรมศาสตร์นี่แหละที่สอนให้พวกนักศึกษาที่เข้ามาหัดรู้จักสำนึกถึงผู้อื่น
     ถึงคนด้อยโอกาส สอนให้เขารู้ว่าเมื่อมีความรู้แล้ว
     ก็อย่าได้กักตัวไว้แต่ในอุปาทานเพื่อตนเอง
     แต่ใช้ความรู้ของตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด
     
     เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในตอนนั้นเปรียบเหมือนน้ำในกระบวยให้นักศึกษาที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่นในสังคมตักเอาวิชาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์
     หรือก็คือตักน้ำไปให้คนอื่นเขาได้ดื่มกิน ได้ลดความกระหายลงไปบ้างไงล่ะ
     
     นักศึกษา : แหม คุณตาเกิดความรักประชาชนและชาวนาคนยากจนขึ้นมาได้ยังไงครับ?
     
     กุหลาบ : ก็ตอนเด็กๆ ฉันเคยลำบากมาก่อน กว่าจะโตมาได้แทบแย่ พอจบมัธยมฯ
     ก็ต้องออกมาเขียนหนังสือหากิน ชีวิตมันลำบากมาก
     เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงได้ดีใจที่มีมหาวิทยาลัยที่คิดจะทำเพื่อสังคมบ้าง
     สังคมเราจะได้ดีขึ้น
     
     อธิการบดี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : อ้าว ท่านปรีดี คุณกุหลาบ คุยอะไรกัน?
     ขอผมนั่งสนทนาด้วยสิ
     
     กุหลาบ : เรากำลังถกกันเรื่อง 'จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์' น่ะคุณป๋วย
     แล้วคุณล่ะเห็นเป็นยังไง?
     
     ป๋วย : สำหรับผมน่ะหรือ ถ้าจะให้ดีขอผมแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน
     ผมเป็นลูกจีนที่มาเกิดในไทย ได้ดีก็เพราะว่าเป็นเด็กเรียนดี
     พอผมจบจากธรรมศาสตร์ก็เลยได้ไปเรียนต่อที่ LSE (London School of Economics and
     Political Science)
     จบมาจึงได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถที่ได้ไปศึกษามาใช้พัฒนาประเทศและสังคมของเรา
     
     ผมเห็นความสำคัญของการศึกษามาก ดังนั้น ตอนที่ผมเป็นคณบดีอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์
     ผมจึงได้ส่งเสริมให้นักศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศให้จบกลับมา
     ส่งเสริมให้มีการวิจัยมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในสังคม
     เน้นความเป็นวิชาการของมหาวิทยาลัย
     รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีสำนึกต่อสังคมด้วยเพื่อที่จะได้เอาความรู้ที่ได้มาช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัยและบ้านเมืองของเรา
     
     จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในสมัยผมจึงเป็นเหมือนเขื่อนกั้นน้ำที่ต้องใช้ความรู้
     เทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้าง
     แต่ว่ามันจะส่งผลประโยชน์ให้แก่คนหมู่มากถ้าเรามีคลองชลประทานที่ดี
     ก็เหมือนที่ผมสร้างนักศึกษาขึ้นมาให้มีความรู้ความสามารถ
     ให้ไปช่วยบริหารพัฒนาประเทศ
     โดยที่เขาจะต้องรู้จักขุดคลองให้น้ำไหลไปถึงคนยากจนด้วย
     นโยบายหรือการกระทำของเขาจะได้เกิดประโยชน์ตกถึงชาวนา กรรมกร
     
     กุหลาบ : แล้วพ่อหนุ่มล่ะ มองมหาวิทยาลัยของเธออย่างไรบ้าง?
     
     นักศึกษา : ผม...
     ผม...ไม่อยากจะบอกว่า...ผมต้องขอโทษทุกท่านด้วยที่ธรรมศาสตร์ที่ทุกท่านสร้างเอาไว้ตอนนี้
     สำหรับผมมันเป็นเครื่องชุบตัว
     การที่คนชั้นกลางอย่างผมเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ก็เพียงเพื่อต้องการจะยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเอง
     ผมหวังจะได้เกียรตินิยมเพื่อที่จะได้มีโอกาสดีกว่าเวลาไปสมัครงาน
     
     ใช่ ถึงแม้ผมจะเคยทำกิจกรรมที่คณะมาบ้าง
     แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมรักประชาชนขึ้นมาเท่าไรนัก หรือจะมีก็เพียงชั่วคราว
     ผมมองธรรมศาสตร์ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่เห็นมันเป็นบันไดไปสู่เกียรติยศชื่อเสียง
     ใช่...พ่อแม่ ครอบครัวของผมก็คิดเช่นนี้ เขาอยากให้ผมได้เกียรตินิยม ไปเรียนต่อ
     พวกเขาพูดเสมอว่าอย่าได้ไปประท้วงกับคนอื่นนะเดี๋ยวโดนจับ
     
     เปล่าเลย ผมไม่ได้โทษพวกท่าน เพียงแต่จะให้ผมกลายเป็นคนอย่างที่คุณตาบอก
     อย่างที่อาจารย์พูดได้อย่างไรในเมื่อผมขับรถมาเรียน ผมฟังเพลงฝรั่ง เพื่อนๆ
     ผมทุกคนต่างก็มีแนวความคิดไม่ต่างกัน คนอย่างที่คุณตาบอก ผมไม่ยักเจอ
     หรือถึงเจอผมก็คงไม่รู้จักเขา
     เพราะจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในสายตาของผมเป็นเหมือนน้ำบรรจุขวดที่มีใบรับประกันคุณภาพยี่ห้อธรรมศาสตร์
     เป็นขวดน้ำที่ผมจะสามารถเอามันไปโชว์คนอื่นว่าผมมีน้ำนะ แต่คุณไม่ได้กินมันหรอก
     เพราะผมต้องใช้มันเพื่อยกฐานะของผม ของครอบครัวผม และญาติมิตรสนิททั้งหลาย
     รอให้ผมใช้เหลือก่อนก็แล้วกัน คุณอาจจะได้รับบริจาคบ้างก็ได้
     
     ปรีดี : ฉันก็เห็นมานานแล้วล่ะความเป็นไปของที่นี่
     ฉันเฝ้ามองผู้คนผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า
     ความคิดของแต่ละคนแต่ละยุคก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าพวกเขาจะเผชิญกับสถานการณ์อะไร
     ฉันไม่โทษเธอหรอกที่เธอเป็นและคิดแบบนี้
     เพราะฉันเชื่อว่าคนอย่างเธอถ้าเกิดในตอน 14 ตุลาคม
     เธอก็คงเป็นคนหนึ่งที่ไปเดินประท้วงร่วมกับนักศึกษาสมัยนั้นแน่ๆ
     
     นักศึกษา : แต่บางทีผมก็เป็นห่วงมหาวิทยาลัยของเราเหมือนกันนะครับ
     เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งจะเข้าห้องสมุด คนที่ไม่ใช่นักศึกษายังเข้าไม่ได้เลย
     หรือเข้าได้ก็ต้องเสียสตางค์
     แล้วอย่างนี้จะหวังให้เปิดโอกาสแก่คนชั้นล่างเข้ามาเรียนเหรอ อย่าฝันเลยดีกว่า
     .... แม่ค้าก็เป็นแม่ค้าเงินล้าน ต้องมีเงินทุนเป็นกระตั้ก อีกหน่อยสงสัยจะมี
     Pizza Hut เข้ามาขายในมหาวิทยาลัยด้วย
     ต่อไปใครจะเข้าหรือเดินผ่านมหาวิทยาลัยคงต้องตรวจบัตร เป็นมหาวิทยาลัยล้อมรั้ว
     ปิดกั้นจากสังคม นับวันเพื่อนๆ ของผมก็มักจะไม่ค่อยสนใจเรียน
     พวกเขาเอาแต่จะคอยอ่านสรุปเล็กเชอร์เพื่อน
     ไม่ได้สนใจความรู้อะไรอย่างที่อาจารย์ป๋วยกล่าวหรอกครับ เขาต้องการแต่วุฒิ
     เวลาผมชวนเรียนวิชาอะไรยากๆ แต่น่าสนใจ พวกเขาก็ไม่เอา เพราะกลัวได้เกรดไม่ดี
     ผมเห็นแล้วก็ยังเศร้าใจ
     หรือจะพูดถึงงานเพื่อสังคมซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าใดนัก
     ผมว่ามันก็ยังพอมีอยู่บ้างนะครับ พวกค่ายพัฒนาชนบท ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติพวกนี้
     แต่ผมว่ามันกลายเป็นค่ายประเพณีมากกว่า
     คือคนจัดจัดค่ายโดยมีสำนึกว่าต้องจัดให้ได้เพื่อที่จะสานงานค่ายของคณะต่อ
     
     สรุปแล้วผมว่าไม่ว่าจะมองด้านไหน
     จิตวิญญาณแบบของพวกท่านทุกคนได้เสื่อมไปหมดแล้ว
     มีแต่แบบของผมนี่ล่ะครับที่จะเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนต่างต้องการจะได้วุฒิ
     มหาวิทยาลัยเปิดภาคปริญญาโทมากขึ้น ภาคภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น....."
    February 20

    10 กลยุทธ์เลือกซื้อ "พรินเตอร์"คุณภาพ

    10 กลยุทธ์เลือกซื้อ "พรินเตอร์"คุณภาพ

    ปัจจุบันตลาด "เครื่องพิมพ์" หรือ "พรินเตอร์" สำหรับคอมพิวเตอร์ มีการแข่งขันและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก
    เนื่องจากมีเครื่องพิมพ์รุ่นต่างๆ เข้ามาในตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อจนปวดหัวกันทุกวัน
    ปัญหาใหญ่จึงตกอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเลือกซื้อเครื่องพิมพ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานได้มากที่สุดอย่างไร
    ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องพิมพ์มาใช้สักเครื่องเพื่อให้ได้งานพิมพ์ที่ตรงใจที่สุด จึงต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน
    ซึ่งวันนี้มีข้อมูลดีๆ "10 เทคนิคการเลือกซื้อเครื่องพิมพ์" มาแนะนำเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจเลือกซื้อ
     
    1. เปรียบเทียบเครื่องพิมพ์แต่ละรุ่นด้วยผลงานแบบที่เราต้องการ เพราะงานพิมพ์เอกสาร กราฟิก รูปถ่ายนั้นต้องการเครื่องพิมพ์ที่แตกต่าง ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะพิมพ์เอกสารได้ดีกว่า ส่วนเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตจะสามารถพิมพ์รูปภาพและกราฟิกได้ดีกว่า
     
    2. ถ้าหากไม่ต้องการพิมพ์งานสี เครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะนอกจากให้ความเร็วที่เหนือกว่า แล้วยังให้คุณภาพงานพิมพ์เอกสารและกราฟิกดีกว่าด้วย
     
    3. อย่าเปรียบเทียบความเร็วในการพิมพ์จากค่าที่บริษัทใช้โฆษณา แต่ให้เทียบความเร็วในการพิมพ์ที่ความละเอียดที่เราต้องการใช้งาน เพราะเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตจะใช้ความเร็วสูงสุดเป็นจุดขาย ถ้าเราจะใช้งานที่ความละเอียดสูงบ่อยกว่ามาก
     
    4. ตรวจสอบการเชื่อมต่อ ถ้าหากเรายังใช้เครื่องรุ่นเก่าหรือระบบปฏิบัติการตัวเก่าที่ไม่สนับสนุน USB ต้องแน่ใจว่า เครื่องพิมพ์ที่ซื้อนั้นต้องพ่วงกับพอร์ตขนาน
     
    5. ทางเลือกที่ควรจะเลือกสำหรับเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานร่วมกันคือต่อตรงเข้าเน็ตเวิร์กได้ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบวิธีการเชื่อมต่อ และซอฟต์แวร์ในการควบคุมตรวจสอบเครื่องพิมพ์ที่ให้มาด้วยว่าสามารถใช้งานร่วมกับเน็ตเวิร์กที่ใช้งานอยู่ได้หรือไม่
     
    6. เครื่องพิมพ์บางรุ่นสามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ บางรุ่นภายในเครื่องอาจจะไม่มีหน่วยความจำมาให้หรือมีเพียงเล็กน้อย เพราะว่าจะทำงานทั้งหมดจากคอมพิวเตอร์ก่อน ในกรณีที่สามารถอัพเกรดหน่วยความจำได้ ตรวจสอบก่อนว่าเครื่องพิมพ์มีหน่วยความจำมาให้เพียงพอกับที่เราต้องการหรือไม่ เช่น เราอาจจะต้องอัพเกรดหน่วยความจำให้สูงขึ้นเพื่อจะสามารถพิมพ์งานที่ความละเอียดสูงสุด
     
    7. ยิ่งถ้าเราเปลี่ยนอุปกรณ์สิ้นเปลืองน้อยครั้งเท่าใดยิ่งดี ถ้าเราพิมพ์เอกสารวันละ 25 แผ่น แต่เครื่องพิมพ์รองรับกระดาษได้ 25 แผ่นเช่นกัน เราจำเป็นต้องใส่กระดาษทุกๆ วัน ในขณะที่เครื่องพิมพ์ที่รองรับกระดาษได้ถึง 250 แผ่นนั้น เราเพียงแค่ใส่กระดาษเพิ่มอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกเครื่องที่จุกระดาษและหมึกได้มากพอกับความต้องการใช้งาน โดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยเกินไป
     
    8. ถ้าหากจำเป็นต้องพิมพ์งานปริมาณมากจริงๆ วิธีที่ดีที่สุด จะต้องตรวจสอบปริมาณงานพิมพ์ที่เครื่องนั้นรองรับต่อเดือน โดยปกติเครื่องที่เลือกใช้นั้นควรจะรองรับงานพิมพ์ได้ประมาณ 4 เท่าของงานพิมพ์จริงที่เราต้องการ
     
    9. ก่อนจะซื้อเครื่องพิมพ์ ควรตรวจสอบเว็บไซต์ของผู้ผลิตเสียก่อน เพื่อดูว่าบริษัทมีการอัพเดตไดรเวอร์และมีข้อมูลทางเทคนิคบริการเอาไว้ให้หรือไม่
     
    10. เมื่อต้องการเปรียบเทียบเครื่องพิมพ์ให้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้น อุปกรณ์มาตรฐานของเครื่อง เช่น สายไฟ สายสัญญาณ ความจุของวัสดุสิ้นเปลือง ตลับหมึก ไม่ใช่เพียงแค่ดูจากราคาเครื่องที่แตกต่างกันเท่านั้น เพราะยิ่งถ้าหากพิมพ์งานมาก ค่าใช้จ่ายต่อแผ่นที่แม้จะต่างกันเพียงเล็กน้อยย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งหมดได้เช่นกัน
     
    กลยุทธ์เลือกซื้อเครื่องพิมพ์ง่ายๆ เพียง 10 ข้อเท่านี้จะช่วยทำให้ผู้ใช้พิจารณาเครื่องพิมพ์ได้ตรงตามความต้องการ
     
    February 19

    แนวคิดที่น่าคิด

    แนวคิดที่น่าคิด
     
    1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
    2. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
    3. นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
    4. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
    5. ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
    6. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น
    7. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
    8. ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
    9. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิดเดินหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไร
    10. เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด
    ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขาเพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้
    11. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
    12. ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่
    13. ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
    14. ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
    15. อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น
    16. เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
    17. เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
    18. เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูตเพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร
    19. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ"
    20. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้"
    21. เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี.
    22. สุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่าย ๆ
    23. คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
    24. ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน
    25. คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต